วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557

เข้า Blog ไม่ได้ URL ของ Blog หาย

เนื่องจากติดขัดทางด้านเทคนิคซึ่งเป็นมานานนนนนนนนน มาก และพึ่งแก้ปัญหาได้ช่วงเช้า เนื่องจากเคยไปเปลี่ยน URL ของ Blog แล้วเหมือนว่า Setting มันมีสองที่ งง ไปหมด ก็งมๆเอาจนสุดท้ายแก้ได้แล้วช่วงเช้าวันนี้ทำให้เพิ่งจะมียอดวิวในบล๊อคเพิ่มมากขึ้น แก้ปัญหาได้แล้วทีนี้ก็จะมาอัพเดทกันบ่อยๆละนะค๊าาาาาาาา อิ อิ อิ

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แก้วนี้ดื่ม ‘แก้หวัด’




เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลงเข้าสาช่วงหน้าฝน วันนี้จึงเตรียมเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณแก้โรคหวัด บรรเทาอาการฮัดเช้ย....

คอลัมน์ใส่ใจสุขภาพกับอาหารการกิน อย่าง กินดี แลเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่กำลังป่วยด้วยโรคหวัด

เครื่องดื่มสูตรนี้ ประกอบไปด้วย แตงโมเหลือง อุดมด้วยเบตาแคโรทีน ช่วยชะล้างของเสียในไต ลดความดันโลหิต ต่อมาเป็น องุ่นเขียว เปี่ยมด้วยฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก วิตามินบี1 บี2 และวิตามินซี กรดไฟโคเคมิคอลเอลลาจิก และกรดทาร์ทาริก กระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหาร ช่วยล้างพิษ และขับปัสสาวะ

พระเอกของสูตรนี้ คือ กีวี มีแมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และเบตาแคโรทีน ที่รวมพลังเสริมสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เป็นหวัดง่าย และควรรับประทานในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง

ส่วนผสมของเครื่องดื่มแก้หวัด ประกอบด้วย...

แตงโมเหลือง 2 ถ้วย
องุ่นเขียว 1 ถ้วย
กีวี 1 ถ้วย
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากนำกีวีไปปอกเปลือกออกให้หมดแล้วหั่นเป็นชิ้นแว่น ๆ ส่วนแตงโมเหลืองหั่นเป็นชิ้น ๆ พอประมาณโดยไม่ต้องทิ้งเมล็ด และองุ่นเขียวผ่าครึ่งใช้ทั้งเมล็ด จากนั้นนำผลไม้ทั้งสามชนิดไปปั่นรวมกันด้วยเครื่องปั่น สกัดเอาแต่น้ำ เมื่อได้แล้วเทใส่แก้วเติมน้ำแข็งเพื่อความเย็นสดชื่นได้ หากไม่มีอาการระคายคอหรือไอร่วมด้วย.



ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

อาหารที่ทำให้ดูสวย




กล้วย ช่วยบำรุงเส้นผม
ผมร่วง ผมบาง ต้องกินกล้วย เพราะอุดมด้วยวิตามินบีซึ่งช่วยบำรุงผมและป้องกันผมร่วงได้ดี ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องผูก

นม ช่วยบำรุงฟันและกระดูก
สารอาหารสำคัญในการสร้างกระดูกก็คือแคลเซียม ซึ่งพบได้มากในนม แถมยังเป็นแคลเซียมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าแหล่งอื่นๆ

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ช่วยบำรุงสายตา
ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า แอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารเม็ดสีในเบอร์รี่ช่วยให้มองเห็นชัดในที่มืด หรือที่ที่มีแสงสลัวๆ ได้ชัดเจนขึ้น และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเลนส์ตาและเส้นเลือดฝอยในลูกตา

อะโวคาโด ช่วยบำรุงใบหน้า
แม้เป็นผลไม้ที่มีไขมันสูง แต่เป็นกรดไขมันโอเมก้า 9 ที่มีประโยชน์ ที่สำคัญวิตามินบีและอีในอะโวคาโดสามารถช่วยบำรุงผิว ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ และปกป้องผิวจากรังสีต่างๆ ในแสงแดด

กะหล่ำปลี ช่วยบำรุงทรวงอก
งานวิจัยของสมาคมเพื่อการวิจัยมะเร็งของสหรัฐ พบว่า ผู้หญิงโปแลนด์ที่กินกะหล่ำปลีทั้งสดและดอง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมลดลงถึง 75%

พริกหยวก ช่วยบำรุงเล็บ
พริกหวานหลากสีสันล้วนอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการเผาผลาญให้กับร่างกาย นอกจากนี้น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรง

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากสวย หุ่นดี ควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์จะดีกว่า.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ดริ๊ง! ลดไขมันในเลือด




ยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังกาย ที่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ แต่อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อาหาร การกิน ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา มุมสุขภาพ นำเสนอเรื่องราวของโรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวกับ ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ หลังรู้สาเหตุและวิธีป้องกันไปแล้ว มาอิ่มอร่อยส่งท้ายสัปดาห์กับเมนูสุขภาพ เครื่องดื่มลดไขมันในเลือด สูตรจากหนังสือ 80 สูตรน้ำผัก-ผลไม้ เพื่อการล้างพิษและฟื้นฟูสุขภาพ โดย ภาณุพงศ์ คำวชิรพิทักษ์

'กรดมาลิกและกรดทาทาริก' ช่วยระบบหายใจและยังช่วยขจัดโปรตีนและไขมันส่วนเกินในร่างกาย แครอต มีเบต้าแคโรทีนจำนวนมาก ช่วยในการมองเห็นและป้องกันโรคไขข้อและเส้นเลือดตีบตัน พริกหยวก มีสารให้ความเผ็ดที่เรียกว่า 'แคปไซซิน' มีคุณสมบัติช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง โดยความเผ็ดของพริกจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ขับเหงื่อ และกระตุ้นระบบเมตาบอลิสซึ่มหรือระบบเผาผลาญอาหารให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ไขมันไม่จับตัวอยู่ในร่างกาย

ส่วนผสม
แครอต 1 ถ้วย
แอปเปิลเขียว ? ถ้วย
มะเขือเทศ ? ถ้วย
น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา
มะนาว 1 ผล
พริกหยวก ? ถ้วย
พริกไทย ? ถ้วย
น้ำแร่ 1 ถ้วย

วิธีทำ ล้างผักและผลไม้ให้สะอาด นำมะนาวมาคั้น หั่นมะเขือเทศ แครอต และแอปเปิลเขียวเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ควักไส้พริกหยวกออกแล้วซอยเป็นเส้นเล็ก ๆ บุบเม็ดพริกไทยให้แตก นำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นรวมกัน เติมน้ำแร่เพื่อง่ายต่อการดื่ม เติมน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ แต่งรสชาติให้น่าดื่มด้วยน้ำผึ้ง ปั่นส่วนผสมทั้งหมดอีกรอบ ดื่มได้ทันที


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ออกกำลังกายยังไงก็ไม่ผอม!




คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือไม่ เข้ายิมพยายามวิ่งบทลูวิ่งแทบตาย ยกเวทจนเมื่อยล้า ซิดอัพจนปวดหน้าท้องไปหมดน้ำหนักก็ยังไม่ลง แถมไม่มีวี่แววว่าจะผอมลงเลย ดีไม่ดีน้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

มหาวิทยาลัย Harvard ได้ทำการศึกษาและตีพิมพ์ใน Journal of the American Medical Association ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น นักวิจัยได้ทำการสำรวจในผู้หญิงมากกว่า 34,000 คนโดยมีอายุเฉลี่ย 54 ปี ผู้หญิงกลุ่มนี้ได้ทำการกรอกแบบฟอร์มสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมการออกกำลังกาย ซึ่งสรุปข้อมูลได้ว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่ได้ทำให้พวกเธอสามารถลดน้ำหนักได้เลย เนื่องจากพวกเธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหาร และปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันนั่นเอง นอกจากนี้พวกเธอยังมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

อะไรคือปัจจัยที่สร้างความแตกต่าง

ผู้หญิงที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่องจะมีค่า Body Mass Index(BMI) ต่ำกว่า 25 ในทางตรงกันข้ามผู้หญิงที่มีค่า BMI มากกว่า 25 มักจะไม่ได้ควบคุมอาหารและปริมาณแคลอรี่ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ทำให้ไม่สามารถลดน้ำหนักได้

งานวิจัยดังกล่าวได้ข้อสรุปว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกิน และต้องการลดไขมันส่วนเกินบนร่างกายนั้น จะต้องลดปริมาณการรับแคลอรี่ต่อวันควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย แต่อย่าพึ่งตกใจไปโ€ฆความหวังในการลดความอ้วนของคุณอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม การออกกำลังกายนั้นไม่จำเป็นต้องทำที่ยิมเท่านั้น แต่การเผาผลาญไขมันส่วนเกินควรจะเกิดขึ้นจากกิจวัตรประจำวันของคุณเช่นเดียวกัน โดยเริ่มทำตั้งแต่ตื่นนอนไปจนถึงเข้านอน กิจกรรมหลาย ๆ อย่างในชีวิตประจำวันสามารถช่วยคุณเผาผลาญพลังงานในร่างกายไปได้มากกว่าที่คุณคิด เช่น ขึ้นบันไดแทนที่จะใช้ลิฟท์ถ้าออฟฟิศของคุณอยู่ชั้นที่ไม่สูงจนเกินไป การเดินเร็ว ๆ และเคลื่อนไหวร่างกายเร็ว ๆ ก็สามารถช่วยคุณเผาผลาญพลังงานได้เช่นกัน ทำตัวให้กระฉับกระเฉงตลอดวันควบคู่กับการไปยิมอย่างสม่ำเสมอจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลดความอ้วนได้ดียิ่งขึ้น

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันควบคุมน้ำหนักแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาข้อมูลในผู้ใหญ่ 6,000 คน ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 60 ปอน์ด และไม่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็นเวลาหนึ่งปี ได้ข้อสรุปว่าคนที่สามารถลดน้ำหนักได้นั้นจะต้องมีการออกกำลังกายที่แตกต่างจากคนทั่วไป ซึ่งจะต้องสามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่างน้อย 400 แคลอรี่ต่อวันในการทำกิจกรรมต่างๆ และจะต้องควบคุมปริมาณพลังงานที่ได้รับจากอาหารด้วยเช่นกัน ดังนั้นการควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ และปริมาณแคลอรี่ที่คุณสามารถเผลผลาญได้ต่อวัน จะทำให้คุณสามารถวางแผนลดน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น

น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นในผู้หญิงวัยกลางคนเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ เช่น ระบบการเผาผลาญจะมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง 2-3% ทุก ๆ 10 ปี ซึ่งประสิทธิภาพจะเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป นอกจากการเผาผลาญที่ไม่ดีเหมือนเดิมแล้ว เมื่ออายุมากขึ้นผู้หญิงจะมีกล้ามเนื้อที่ห้อยย้อยเนื่องจากไม่ค่อยได้ใช้งาน นั่นหมายความว่าเมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้นการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นถ้าต้องการมีสุขภาพที่ดี การขาดการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารอย่างเหมาะสมทำให้ผู้หญิงมีความต้องการทางเพศลดลง และฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ยิ่งอ้วนมากขึ้น ปริมาณไขมันในช่องท้องก็จะสะสมมากขึ้น

เรามาดูคำแนะนำต่อไปนี้

การออกกำลังกายอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ผอมลงได้ ผู้หญิงจำนวนมากที่ออกกำลังกายแต่ก็ยังคงอ้วนขึ้น หรือไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้เลย ดังนั้นหากคุณต้องการลด หรือควบคุมน้ำหนัก คุณจะต้องควบคุมปริมาณอาหารด้วย ข้อมูลจากการศึกษาค้นพบว่าหากได้รับพลังงานต่ำกว่า 400 แคลอรี่ต่อวันจะสามารถควบคุม หรือลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น
ตั้งเป้าออกกำลังกายให้สามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่างน้อย 400 แคลอรี่ต่อวัน ปริมาณนี้จะเป็นการเผาผลาญพลังงานที่คุณได้รับเข้าไปต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักได้อย่างต่อเนื่อง
เพิ่มความกระฉับกระเฉงในชีวิต แทนที่จะออกกำลังกายในโรงยิมอย่างเดียว คุณควรทำตัวให้กระฉับกระเฉงตลอดวัน ซึ่งจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้อีกทางหนึ่ง เช่นถ้าคุณเดิน ก็ให้เดินเร็ว ๆ แทนที่จะเดินอย่างเฉื่อยชา เป็นต้น
คุณควรบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ด้วยการยกน้ำหนัก เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้นกล้ามเนื้อจะมีการหย่อนคล้อยไปเรื่อย ๆ เพื่อให้คุณดูดีอยู่เสมอ การยกน้ำหนักจะช่วยเพิ่มความกระชับของส่วนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ในกรณีที่คุณไม่ต้องการให้แขน-ขาใหญ่ คุณสามารถใช้อุปกรณ์ยกน้ำหนักที่มีน้ำหนักน้อย หรือแรงต้านน้อยแทน
การออกกำลังกายดีต่อสุขภาพ และกล้ามเนื้อหัวใจ การออกกำลังกายที่ดีนั้นควรมีระยะเวลาตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไปซึ่งจะช่วยในเรื่องของกล้ามเนื้อหัวใจ และสุขภาพร่างกายโดยรวมด้วย ทำให้คุณมีร่างกายที่แข็งแรงอายุยืนยาว รวมทั้งสามารถควบคุมน้ำหนักได้ตามที่ต้องการ เมื่อทำควบคู่ไปกับการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม




ที่มาข้อมูล : www.sp-cosmeticsurgery.com

ผลไม้กับคนท้อง



กินผลไม้...แก้ท้องผูก
ในช่วงตั้งท้อง คุณแม่มักมีอาการท้องผูก การกินผักผลไม้และดื่มน้ำมากๆ จะช่วยลดอาการท้องผูกได้ ซึ่งผลไม้แต่ละชนิดล้วนมีกากใยช่วยในการขับถ่าย เช่น มะละกอ มะขาม ส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่ง กล้วยน้ำว้า ลูกพรุน องุ่น เป็นต้น

แต่หากคุณแม่ที่ถ่ายง่ายและถ่ายออกเร็ว ก็ไม่ควรกินผลไม้ที่ช่วยให้ขับถ่ายง่าย อย่างลูกพรุน มะขาม หรือมะละกอ มากเกินไป เพราะจะทำให้คุณแม่ถ่ายเยอะและส่งผลให้มดลูกบีบตัว กระตุ้นให้ลูกน้อยคลอดเร็วกว่ากำหนดได้หากเบื่อการกินผลไม้สด อาจหันมาดื่มน้ำผลไม้ หรือกินโยเกิร์ตแทน ก็จะช่วยให้ถ่ายได้ง่ายเช่นกัน แต่คุณแม่ต้องเลือกชนิดที่มีน้ำตาลน้อย เพราะจะทำให้อ้วนได้ง่าย

กินผลไม้...ได้อะไร
วิตามินซี มีอยู่ในผลไม้แทบทุกชนิด ซึ่งวิตามินซี จะช่วยในการสร้างกระดูกและฟันของลูกน้อย ช่วยในการเผาผลาญอาหารและซ่อมแซมเนื้อเยื่อให้คุณแม่ ทั้งยังทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งด้วยกรดโฟลิก เป็นวิตามินบีที่ละลายน้ำได้ พบในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ซึ่งกรดโฟลิกเป็นสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต การเจริญพันธุ์ และป้องกันความผิดปกติของเลือด

วิตามินเอ เช่น สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารจำเป็นที่ใช้ในการเจริญเติบโตของเซลล์ร่างกาย ความสมบูรณ์ของเซลล์ผิวหนังกระดูกและตา พบได้ในผักและผลไม้สีเหลือง เช่น แคนตาลูป มะม่วง มะละกอ ฟักทอง เป็นต้น

นอกจากนี้ ในผลไม้ยังมีสารอาหารประเภทอื่นๆ เช่น แคลเซียมที่พบได้ในฝรั่ง ธาตุเหล็ก แคลเซียมสูง และฟอสฟอรัสที่พบใน มะละกอ เป็นต้น

ผลไม้ที่คนท้องไม่ควรกิน
การเลือกกินผลไม้จะต้องเลือกผลไม้ที่สด ล้างให้สะอาดและปอกเปลือกทุกครั้ง ไม่ควรกินผลไม้ดองหรือตากแห้ง เพราะคุณค่าทางอาหารจะลดลงไปมาโดยเฉพาะวิตามินเอ บีและซี อีกทั้งในผลไม้ดองยังมีการใส่สารบอแรกซ์ มีรสชาติเปรี้ยวหรือเผ็ดมาก หากคุณแม่กินเข้าไปจะทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร อาเจียน หรือท้องเดิน ดังนั้น คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงการกินผลไม้เหล่านี้

นอกจากนี้ ผลไม้ที่มีรสหวานจัด อย่างทุเรียน ลำไย น้อยหน่า มะม่วงสุก เป็นต้น คุณแม่ก็ควรกินในปริมาณน้อย เพราะน้ำตาลในผลไม้เหล่านี้จะทำให้อ้วนได้ง่ายและเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน

รู้อย่างนี้แล้ว คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรเลือกกินผลไม้ให้ถูกชนิดจะดีกว่าเพื่อประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกในครรภ์.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

การออกกำลังกายสำหรับคุณแม่มือใหม่



หากคุณเป็นคุณแม่มือใหม่ที่พึ่งจะคลอดลูกและต้องการกลับมามีรูปร่างที่ดูดีแล้วล่ะก็ คุณคงจะต้องคำนึงถึงการออกกำลังกายในแต่ละวัน

แต่ละเดือน ซึ่งเป็นความพยายามอย่างมากที่จะลดน้ำหนัก เนื่องจากหลังคลอดน้ำหนัก และหุ่นของคุณแม่จะยังไม่ลดลงในทันที การจะทำให้กลับมาหุ่น firm ได้อีกครั้งคงต้องใช้ความพยายามกันซักหน่อย

สำหรับคุณผู้หญิงที่ยังไม่มีลูกบทความนี้จะช่วยให้คุณทำความเข้าใจ ว่าหลังจากที่คุณมีลูกแล้วจะต้องทำอย่างไรจึงจะมีหุ้นที่กลับมาดูดีเหมือนก่อนตั้งครรภ์ เพราะผู้หญิงส่วนมากหุ่นจะเสียไปมากทีเดียว หลังจากที่คลอดลูกแล้ว และการหาเวลาออกกำลังกายเมื่อมีลูกอ่อนก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน เพราะคุณผู้หญิงจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ยิ่งถ้าคุณผู้หญิงทำงานนอกบ้านด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีความเครียดสะสมไหนจะทำงาน ไหนจะดูแลลูก และสามี ทำให้เรื่องการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ถูกละเลยไปโดยปริยาย

ดังนั้นสิ่งแรกที่เราจะคุยกันคือการปรับความสำคัญในความคิดของคุณผู้หญิง เนื่องจากว่าผู้หญิงที่มีครอบครัวและมีลูกส่วนใหญ่ จะให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นลำดับสุดท้าย เพราะเธอต้องดูงานบ้านต่าง ๆ ในครอบครัว แม้ว่าหลาย ๆ ครอบครัวจะจ้างคนทำงานบ้าน แต่ทว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ยังคงพะวง และง่วนอยู่กับเรื่องจุกจิกต่าง ๆ ในบ้านอยู่ดี ดังนั้นการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ จะช่วยให้คุณผู้หญิงสามารถจัดสรรค์เวลาในการออกกำลังกายได้อย่างเป็นระบบ เพราะการออกกำลัยกายที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องออกอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดวันและเวลาการออกกำลังกายที่ชัดเจน การมีระเบียบวินัยในจุดนี้จะส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจของคุณผู้หญิง และทำให้คุณแม่ลูกอ่อนทั้งหลายกลับมามีหุ่นที่น่าประทับใจได้ดังเดิม

ผู้หญิงที่มีลูกคนแรกจะยิ่งมีความเครียดสูง และมีความกำลังวลใจในการเลี้ยงดูลูกอย่างมาก สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกกำลังกายอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพก็คือ อย่าล้มเลิก ก่อนที่จะได้เริ่มต้น หลาย ๆ ครั้งเพียงแค่คิดที่จะออกกำลังกายคุณผู้หญิงก็รู้สึกท้อใจ และไม่อยากจะออกซะแล้ว แต่ยอมรับกันเถอะว่าพวกเราทุกคนฝันที่จะมีหุ่นที่ดีด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่คนที่หุ่นไม่ดีอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่าจะมีลูกหรือไม่ ก็ยังอยากมีหุ่นที่ดี หรือแม้แต่ผู้หญิงที่มักจะพูดว่า ชั้นพอใจที่จะอ้วนแบบนี้ ที่จริงแล้วมันคือการยอมตกอยู่ในสภาพแบบนั้น เราทุกคนต้องการที่จะดูดี มีหุ่นที่ดี มีบุคคลิกที่ดีด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นจงอย่าคิดที่จะล้มเลิก ก่อนที่จะได้เริ่มต้นเป็นอันขาด

แม้ว่าการเริ่มต้นออกกำลังกายของคุณจะดูไม่มีประสิทธิภาพซักเท่าไหร่ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ในการเริ่มต้นนั้นคุณสามารถคิดง่าย ๆ และเริ่มทำง่าย ๆ เช่นการเดินเร็ว ๆ เป็นเวลา 5 นาทีก็สามารถช่วยให้ร่างกายของคุณเกิดการเผาผลาญได้เช่นกัน ลองตั้งลงไปในปฏิทินประจำวันของคุณ ใส่มันไว้ในช่อง สิ่งที่ต้องทำ มันไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เช่นชั้นจะวิ่งสายพานเป็นเวลา 20 นาทีทุกวัน! คุณเพียงแค่ต้องเจียดเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เกิดความเคยชิดกับการออกกำลังกายเท่านั้นเอง แต่ว่าอย่าเพียงแค่คิดอยู่ในหัวเท่านั้น อย่ามัวนั่งรอให้ 5 นาทีนั้นมาหาคุณ แต่จงลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ แล้วไปจดสิ่งนี้ลงในปฏิทินสิ่งที่ต้องทำ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น ลองลุกขึ้นมาแล้วเริ่มออกกำลังกายด้วยท่าทางที่กระฉับกระเฉงซัก 5 นาทีก่อนที่จะอ่านบทความต่อไป

การออกกำลังกายในเวลาที่คุณต้องง่วนกับการดูแลบ้าน ดูแลลูก ดูแลสิ่งต่าง ๆ นั้น คุณสามารถสะสม 5 นาที หลาย ๆ ครั้งเข้าด้วยกัน เช่นระหว่างที่ลูกนอนหลับตอนกลางวันคุณอาจกระโดดตบ เป็นเวลาห้านาที หลังจากที่ตื่นตอนตอนเช้าก่อนทำสิ่งอื่น คุณอาจเดินเร็วๆ รอบ ๆ บ้านเป็นเวลา 5 นาที และหลังจากที่ลูกเข้านอนตอนกลางคืนเรียบร้อยแล้วคุณอาจ ออกกำลังกายง่าย ๆ อีก 5 นาที ซึ่งทั้งหมดก็รวมกันเป็น 15 นาที แม้จะไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการออกกำลังกายในยิม ที่ใช้เวลาติดต่อกันนาน ๆ แต่ก็ไม่ใช่เวลาการสะสมเวลาออกกำลังกายทีละเล็กละน้อยแบบนี้จะไม่มีผลดีเลย อย่างน้อย ๆ ร่างกายของคุณก็จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมา เลือดลมสูบฉีด และมีการเผาผลาญไขมัน

ในการออกกำลังกายประจำวันอย่างง่าย ๆ นั้นคุณควรเริ่มทำทีละอย่าง และค่อย ๆ ปรับตารางเวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น บ่อยครั้งที่การออกกำลังกายต้องถูกละเลยไปเพียงเพราะขาดการวางแผนตารางเวลาที่มีประสิทธิภาพ เชื่อเถอะว่าแม้แต่คนที่ยุ่งสุด ๆ อย่างนายกรัฐมนตรี ถ้าวางแผนการตารางเวลาที่ดีแล้วก็สามารถออกกำลังกายได้แน่นอน จำไว้ว่าทุก ๆ นาทีมีค่า ไม่ควรหมดสิ้นไปอย่างไร้ความหมาย

คุณสามารถหาตัวช่วยที่จะทำให้คุณออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน และดูแลลูกน้อยไปพร้อม ๆ กันได้โดยไม่ต้องไปที่ยิมให้วุ่นวาย สมัยนี้มีวีดีโอสอนโยคะวางขายเป็นจำนวนมาก และยังมีวีดีโอสอนโยคะสำหรับคุณแม่ที่พึ่งคลอดลูกเช่นเดียวกัน การออกกำลังกายแบบโยคะช่วยให้เกิดความยืนหยุ่นของกล้ามเนื้อ และช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก คุณจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร้า และมีสุขภาพที่ดี รวมทั้งมีหุ่นที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน

คุณอาจหาเพื่อน ๆ คุณแม่มือใหม่ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน หรือละแวกใกล้เคียงมาออกกำลังกาย และเล่นโยคะด้วยกัน เพียงแค่คุณเปิดวีดีโอสอนโยคะ และทำด้วยกันเป็นกลุ่ม ก็จะเหมือนกับไปเรียนโยคะที่ยิมเลยทีเดียว การที่มีเพื่อนมาร่วมกันเล่นโยคะ จะทำให้เกิดบรรยากาศที่สนุกมากยิ่งขึ้น เวลาที่เราออกกำลังกายเป็นกลุ่มจะทำให้เกิดการสนับสนุนกันทางด้านจิตวิทยาที่ดี เช่นการให้กำลังใจกัน การให้คำแนะนึงซึ่งกันและกัน และบรรยากาศการออกกำลังกายร่วมกันก็เป็นการกระชับความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องการสังคมมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องการการพูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดังนั้นการจัดตั้งกลุ่มเพื่อออกกำลังกายง่าย ๆ ไม่ต้องยุ่งยากนั้น ก็เป็นความคิดที่ดีทีเดียว

หากคุณไม่ชอบการออกกำลังกายแบบโยคะ ให้ลองหาเพลงที่คุณชอบมาเปิดแล้วลองเต้นเป็นจังหวะตามแต่ที่คุณจะพอใจ สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครเห็น เพราะคุณทำอยู่ที่บ้าน และไม่มีขอบเขตใด ๆ ทั้งสิ้น การเต้นไปกับเพลงนั้นก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกอย่างหนึ่ง คุณอาจจะเต้นท่า้ที่น่าตลก หรือท่าที่สุดเจ๋งที่เต้นเป็นประจำยังเป็นวัยรุ่นก็ไม่มีใครว่า ขอให้สนุกกับมันให้เลือดลมสูบฉีด หัวใจเต้นแรงเกิดการเผาผลาญไขมันก็เป็นใช้ได้

หากทั้งโ่ยคะ และการเต้นไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับคุณ การออกไปเดินรอบ ๆ บ้าน หรือไปเดินสวนสาธารณะที่บรรยากาศดีดีก็จะช่วยให้คุณผ่อนคลายได้ดี และการเดินเป็นการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง คุณสามารถเดินเร็วๆ เพื่อให้เสียเหงื่อ และเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ การเดินเร็ว ๆ นั้นช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีเช่นกัน แต่ก็เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนมองข้าม ดังนั้นคุณอาจวางแผนการเดินประจำวัน แม้ว่าจะไม่มีเวลาไปที่สวนสาธารณะ คุณก็อาจเดินรอบๆ บ้าน หรือเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า เดินไปตลาด เดินเลือกซื้อของในห้าง ฯลฯ เคล็ดลับสำหรับการเดินเพื่อออกกำลังกายก็คือ คุณจะต้องเดินเร็วกว่าปกติ อย่าเดินเฉือยทอดน่องเป็นอันขาด แต่ให้เดินอย่างกระฉับกระเฉง ทำเช่นนี้เป็นประจำคุณจะเริ่มเห็นความแตกต่าง ทางด้านสุขภาพ และร่างกายของคุณ

หลังจากคลอดลูกไปแล้วหนึ่งปี ร่างกายของคุณแม่ก็จะยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการตั้งโปรแกรมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นระบบระเบียบจะช่วยควมคุมน้ำหนักของคุณ และหุ่นของคุณให้อยู่ในสภาพที่คุณพึงพอใจ ดังนั้นหากจะถามว่าทำอย่างไรจึงจะมีหุ่นที่ดี คำตอบคงหนีไม่พ้นคำว่า การมีระเบียบวินัย นั่นเอง และถ้าสิ่งต่าง ๆ มันช่างดูยากและยุ่งเหยิงเกินไปสำหรับคุณ คุณอาจขอให้สามีของคุณช่วยดูแลลูกเวลาที่คุณออกกำลังกาย ไม่มีอะไรยากเกิดกว่าที่คุณจะทำได้แน่นอน



ที่มาข้อมูล : www.sp-cosmeticsurgery.com

งีบหลับอย่างมีพลัง


โอยง่วงนอนหมดแรง อยากได้กาแฟ คุณคงเคยมีอาการแบบนี้ใช่มั้ยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงบ่ายๆ การทำงานทุกอย่างก็ดูจะน่าเบื่อไปซะหมดเพราะคุณเริ่มง่วง และต้องการกาแฟ หลาย ๆ คนมีนิสัยดื่มกาแฟตลอดวันเพื่อให้สามารถรักษาสติที่แจ่มใสไว้ได้ ถ้าอย่างนั้นฟังทางนี้ครับ! คุณไม่จำเป็นต้องดื่มกาแฟเพื่อที่จะ recharge เจ้า battery ที่อยู่ในสมองของคุณ เพราะเพียงแค่คุณงีบหลับซักพักคุณก็จะสดใส และมีพลังกลับมาทำงานอย่างน่าอัศจรรย์

การงีบหลับกับพลังสมอง

การงีบหลับทำให้เราสามารถฟื้นฟูสมาธิจิตใจกลับมาแจ่มใสได้ คนที่เคยอดนอน หรือนอนไม่พอหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ที่เวลางีบหลับไปแป๊บหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมารู้สึกสดชื่นอย่างเห็นได้ชัด สมองของเราต้องการที่จะพักผ่อนเพียงแค่หลับซักพักก็สามารถ recharge พลังงานสมองได้มากเพียงพอที่จะทำงานต่อไปได้อย่างมีสติ อย่างไรตามการตั้งเวลานอนตอนกลางคืนอย่างมีประสิทธิภาพย่อมดีกว่าที่จะมางีบหลบตอนกลางวันอย่างแน่นอน ถ้าหากเราสามารถบริหารการนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพเราก็จะมีสุขภาพจิตที่ดี และสามารถทำงานตอนกลางวันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

มีการศึกษาพบว่าการงีบหลับตอนกลางที่ดีที่สุดจะต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาที สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณได้งีบหลับเป็นเวลาเท่านี้ ก็คือสมองของคุณจะสามารถใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ และความทรงจำได้ดีขึ้นซึ่งเป็นผลสรุปจากการค้นคว้าวิจัย ที่จริงแล้วสมองของเราจะมีคลื่นสมองที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งคลื่นความถี่ต่ำจะเป็นการแสดงถึงว่าสมองเรากำลังพักผ่อนได้เต็มที่ ดังนั้นการงีบหลับเวลาสั้น ๆ หรือแค่ 20 นาทีแต่ถ้าคลื่นสมองของคุณขณะงีบหลับอยู่ที่คลื่นความถี่ต่ำ คุณก็จะหลับสนิทและอาจเรียกได้ว่าเป็นการนอนที่มีประสิทธิภาพ และอาจถึงขั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าการนอนตอนกลางคืนที่สมองไม่ได้อยู่ในคลื่นความถี่ที่เหมาะสมด้วยซ้ำไป

เลิกดื่มกาแฟ ?

ถ้าอย่างนั้นเราจะเปลี่ยนการดื่มกาแฟที่ออฟฟิศ มาเป็นการนอนกลางวันกันดีมั้ยครับ? อันที่จริงแล้วการงีบหลับซักพักย่อมต้องดีกว่าการกินกาแฟที่มีคาเฟอีน ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้หากกินทุกวัน วันละมาก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี มีผลการศึกษาค้นพบว่าคาเฟอีนทำให้ความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ของสมองลดลง แต่จะให้เปลี่ยนมานอนกลางวันกันทั้งออฟฟิศก็คงไม่สามารถทำได้เช่นกัน ดังนั้นเราจำเป็นต้องเริ่มให้ความสนใจต่อการนอนตอนกลางคืนอย่างมีประสิทธิภาพ คือให้สมองได้พักผ่อนเต็มที่ โดนพยายามนอนเป็นเวลาเดิมทุก ๆ วันเพื่อให้ร่างกายและสมองปรับตัว ถ้าเราทำอะไรซ้ำ ๆ เป็นประจำทุก ๆ วันร่างกายจะเกิดความเคยชิน และทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ การแอบงีบหลับซักแป๊บนึงที่ออฟฟิศก็ย่อมดีกว่าอัดกาแฟหลาย ๆ แก้วเพื่อให้ตื่น เพราะทำแบบนั้นยิ่งทำให้สมองอ่อนล้า และมีประสิทธิภาพการทำงานลดลง คงไม่ดีแน่ถ้าผลการทำงานออกมาไม่ดี หรือออกมาผิดพลาดจนบริษัทต้องเสียเงินหลายล้านบาท!

เทคนิคการงีบหลับ!

การงีบหลับทำให้ลดความเครียด และช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจได้ด้วย ซึ่งมีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจังที่ Harvard School of Publich Health แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา และที่ University of Athens Medical School แห่งประเทศกรีซ

อย่างที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้นว่าการบริหารการนอนตอนกลางคืนย่อมดีกว่าการมางีบหลับในที่ทำงาน แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เรามีเทคนิคบางอย่างเกี่ยวกับการงีบหลับเพื่อที่จะให้ได้ผลลัพธิ์จาการงีบหลับระยะเวลาสั้น ๆ แต่สามารถ recharge พลังสมองของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำแนะนำข้างล่างนี้จะช่วยคุณได้ครับ

- การงีบหลับที่ดีควรตั้งตารางเวลาเป็นประจำ เช่นจำงีบเป็นเวลา 20 นาทีทุก ๆ บ่ายโมง เป็นต้น เพื่อให้สมองได้ทำความคุ้นเคย และสามารถ recharge พลังงานได้อย่างที่ดีสุด ซึ่งจากการศึกษาเวลางีบหลับช่วงกลางวันที่ดีที่สุดคือบ่ายหนึ่งโมง ถึงบ่ายสามโมง

- ควรตั้งเวลาปลุกไว้ชัดเจนเป็นเวลา 20 นาที ไม่ใช่รอให้ตื่นเอง การทำแบบนี้จะทำให้ร่างกายปรับตัว และตื่นขึ้นมาอย่างไม่งัวเงีย แต่สดชื่นแจ่มใสเต็มที่

- ควรงีบหลับในสถานที่ที่มืด และควรมีที่ปิดตาเพื่อป้องกันแสง และสิ่งรบกวนต่าง ๆ ที่จะเข้ามารบกวนคุณได้ การงีบหลับที่ดีจะต้องหลับลึก และปราศจากสิ่งรบกวน

- อยู่ในอุณหภมูที่เหมาะสม การงีบหลับในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอาจทำให้คุณตื่นขึ้นมารู้สึกอ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิมได้ เนื่องสูญเสียเหงื่อ หรือถ้าอากาศเย็นเกินไปก็จะทำให้รู้สึกขี้เกียจไม่อยากตื่น และสูญเสียความตื่นตัวได้นั่นเอง



ที่มาข้อมูล : www.sp-cosmeticsurgery.com

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

review ของใช้สำหรับคุณแม่ๆ ที่กำลังจะมีน้องนะคะ

วันนี้มาอัพเดทบล๊อคเอาใจเพื่อนๆ ที่กำลังจะเป็นคุณแม่มือใหม่ ในฐานะที่เป็นคุณแม่รุ่นพี่ (อิ อิ) และในฐานะที่ใช้ของลองผิดลองถูกมามากมาย เสียสตางค์เปล่าๆปลี้ๆไปก็เยอะ (ก็ตอนนั้นไม่มีรุ่นพี่นี่หน่า) เอาหล่ะ ข้าวของเครื่องใช้สำหรับคุณแม่คุณลูกก็คงหากันได้ไม่ยากเย็น ถ้าไม่รู้ก็ถามอากู๋(google)เอาได้ เราก็ใช้วิธีนี้เหมือนกันหล่ะ แหะๆ แต่ทว่ามันก็มีของที่จำเป็น และไม่จำเป็น ใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้มากมายเลยทีเดียวนะแจ๊ะ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะมามองดูสักนิ๊สว่า สิ่งที่เราควรเสียสตางค์ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองนั้นมีอะไรบ้างงง ไปดูกันเล้ยย
  1. เสื้อผ้าน้องน้อย อันนี้ก็แล้วแต่สภาพแวดล้อมเลยค่ะ บางคนเลี้ยงห้องแอร์ บางคนเลี้ยงพัดลม อุณหภูมิิห้อง ก็ว่ากันไป สำหรับน้องแรกเกิดก็คงต้องเตรียมกันสักเล็กน้อย รายละเอียดเยอะเชียวค่ะ น้องแรกเกิด newborn นั้น จะผวาได้ง่ายๆ เราก็จะต้องมีผ้าห่อตัวค่ะ เอาแบบที่ว่าห่อแล้วหลุดยากนิดนึง น้องเต็มลูกสาวแอนชี alert ตั้งแต่เกิด จึงไม่อยู่นิ่งค่ะ ถ้าเป็นผ้านิ่มๆ ลื่นๆ จะเอาไม่อยู่ อีกอย่างเลี้ยงห้องแอร์ด้วยก็ต้องมีเนื้อผ้าหนานิดนึงค่ะ หมวก ถุงมือถุงเท้า เสื้อเป็นแบบผุกหน้าผูกหลังได้ทั้งนั้นค่ะ เลือกที่นิ่มๆ น้องเต็มชอบใส่เสื้อที่เป็นผ้ายืดค่ะ ถ้าเป็น bodysuit ก็จะดีมากๆค่ะ เพราะเวลาอุ้มจะได้ไม่ร่นขึ้นมาเปิดหน้าเปิดหลัง สะดวกดีค่ะ อย่าลืมซื้อผ้าอ้อมกันด้วย ถึงแม่ว่าจะไม่ได้ใช้ใส่ซับฉี่ก็จริงแต่ก็จำเป็นมากๆ ค่ะ เลือกผืนใหญ่ๆ ไปเลย ได้ใช้นานแน่ๆ เรียกว่าผ้าสารพัดประโยชน์ค่ะ เอาไว้ปูเบาะนอน เพราะต้องเปลี่ยนบ่อยๆ อยู่แล้ว ซับขี้มูก น้ำลาย เช็ดเวลาน้องแหวะนมสารพัดจริงๆ ซัก2โหลค่ะ สำหรับแม่ที่ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปนะคะ สำหรับคุณแม่บางคน(ที่ขยันซัก) คงต้องมากกว่านี้ค่ะ เพราะเด็กเล็กฉี่บ่อย เปียกก็ต้องเปลี่ยนหล่ะค่ะ สำหรับคุณแม่ยุคใหม่ ไม่แนะนำนะคะ เพราะว่าน้องจะตื่นบ่อย ไม่สบายตัว หรือถ้านอนจมกองฉี่ก็อาจจะมีผื่นขึ้นและโยเยได้ค่ะ ผ้าสักหลาดปูที่นอนซับฉี่ นี่ก็ต้องซื้อนะคะ สำหรับแม่ที่ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปก็อาจจะจำเป็นน้อยหน่อยเพราะไม่ค่อยเลอะเปรอะเปื้อน แต่มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิคะ สำหรับเด็กเล็ก น้องอาจจะแหวะ หรือกลางค่ำกลางคืนเอาน้ำเอานมให้นอนทานบนที่นอนก็อาจจะหกเลอะเทอะได้เพราะคุณแม่เมาขี้ตา ซื้อไว้ซักสองสามผืนเผื่อซักไว้ใช้สลับกันค่ะ อุปกรณ์เสริมที่ต้องซื้อเลยก็คือ ครีมทาผื่นผ้าอ้อมยี่ห้อ bepenthen ค่ะ จะมีหรือไม่มีผื่นก็ทาๆ(ตูดน้องนั่นแหละ กับข้อพับต่างๆ) ไปเลยค่ะ จะป้องกันได้ดีกว่าเป็นขึ้นมาแล้วน้องจะโยเยค่ะ
  2. สิ่งจำเป็นอีกอย่างก็คือที่สำหรับให้น้องนอนค่ะ ของแอนเลือกใช้ playpan แบบที่ปรับไกวได้ค่ะ ถึงจะได้ไกวเป็นบางครั้งบางคราว แต่ก็ช่วยให้ลูกหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ เบาะนอนต้องไม่นิ่มเกินไปเพราะหน้าน้องอาจจะจมที่นอนได้นะคะ หมอนหลุม หมอนข้าง จัดไปตามสะดวกคุณแม่ค่ะ สำหรับเด็กแรกเกิด ต้องมีอะไรมากั้นๆ ตัวเค้านิดนึงเพราะจะผวาได้ง่ายค่ะ บางคุณทุนเยอะหน่อยมันจะมีหมอนจัดท่านอนสำหรับเด็กแรกเกิด (ไม่จำเป็นเท่าไหร่เพราะจะได้ใช้แค่แรกๆๆจริงๆค่ะเอาหมอนกั้นๆ เอาก็ได้) อย่าลืมมุ้งนะคะ สำคัญมาก ยุงตัวร้ายคอยจะกัดลูกเราอยู่เสมอ เราะเด็กจะตัวอุ่นกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆค่ะ ทำให้ดึงดูดยุงได้ดีนักแล ยาทากันยุงยังใช้ไม่ได้นะคะ ต้องรอจนกว่าน้องจะอายุ 6 เดือนขึ้นไปค่ะ
  3. เครื่องใช้สำหรับน้องน้อย ที่ต้องใช้ประจำก็คือ กาน้ำร้อนไฟฟ้าแบบปรับอุณหภูมิได้ก็จะสดวกดีค่ะ เพราะน้ำร้อนเราต้องใช้หลายอย่าง ไหนจะเอาไว้ประคบท้องคุณแม่ให้คลายปวด เอาไว้เช็ดหน้าเช็ดตาเช็ดหูเช็ดตูดลูกสารพัด เหยือกน้ำมีฝาปิดสำหรับใส่น้ำต้มสุกที่ต้องพักไว้ให้เย็นเพื่อชงนมก็จำเป็นค่ะ ขวดนมเล็กขนาด 4 ออนส์ แอนเตรียมไว้ 9 ขวดเลยค่ะ ขวดใหญ่ๆ พึ่จะมาได้ใช้ตอนที่น้องอายุ 6-7 เดือนนี่เอง ยังไม่ต้องรีบซื้อค่ะ เดี๋ยวนี้เค้ามีเทคโนโลยีเครื่องนึ่งขวดนมเสตอริไลส์อยู่ได้ 12 ชั่วโมง แบบเป่าแห้งเสร็จสรรพ ซื้อเลย รับรองคุ้มมากกกกกกกกกก เพราะคุณจะได้ใช้ไปจนน้องโตเลยทีเดียว ไหนจะนึ่งขวดนม หลอดยา ช้อนจานชามสำหรับน้อง จำเป็นต้องนึ่งทั้งนั้น อย่าได้ซื้อกาละมัง หม้อแสตนเลสมาต้มขวดนมอีกนะคะ ลำบากไปสำหรับแม่ยุคใหม่ค่ะ ยิ่งถ้าเลี้ยงลูกเองแบบแอนคงไม่มีเวลาไปต้มเป็นแน่แท้ค่ะ เป็น item must have ของคุณแม่อีกชิ้นค่ะ จุกนมก็จำเป็นนะคะ ซื้อมาเตรียมไว้ได้เลยไม่เสียหลาย ได้ใช้แน่นอนอยู่แล้วค่ะ สำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองแบบแอน เนื่องจากไม่มีน้ำนมอ่ะนะคะ (T T) ซื้อกล่องใส่นมผงแบบมีฝาปิดมิดชิด แนะนำtubperware ค่ะ ของเค้าดีจริงค่ะ สำหรับแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แล้วต้องทำงานไปด้วย แนะนำให้ซื้อที่ปั๊มนมไฟฟ้านะคะ เพราะคุณต้องใช้ตลอด แบบบีบมือ เมื่อยมือมากค่ะ และใช้เวลานานด้วย แต่ไม่แนะนำยี่ห้อ pegent ที่ราคาสองพันกว่าบาทนะคะ ถ้าน้ำนมไม่เยอะจริงไม่แน่จริงปั๊มไม่ออก หรือไม่ก็ได้น้อยค่ะ ในระดับราคาเดียวกันแนะนำของ camera ของเค้าดีจริงค่ะ และเผื่อไว้สำหรับคนที่จะใช้เครื่องปั๊มแบบบีบมือ ของ camera อีกนั่นแหละค่ะ ของเค้าดีจริง

  • แถมท้ายอีกนิดสำหรับ item must have คือ สายดูดน้ำมูกของ camera ค่ะ อันนี้ประสบพอพานมากับตัว ตอนที่น้องไม่สบาย เป็นหวัดหายใจไม่ออก คนแป็นแม่อย่างเราๆ ใจจะขาดรอนๆ เพราะที่น้องโยเย นอนไม่ได้ กินไม่ได้ เพราะเค้าจมูกตัน หายใจไม่ออกค่ะ ที่ดูดน้ำมูกแบบลูกยางดูดไม่work นะคะ สายดูดแบบที่ต้องใช้ปากดูดของ camera นี่หล่ะค่ะ เริ่ดสุดๆ น้ำมูกออกมาแต๊ๆ และแน่นอนเลยทีเดียว แรกๆ แอนก็ใช้ลูกยางดูดแบบชาวบ้านชาวช่องนั่นแหละค่ะ แต่มันไม่ออกเลย น้องนอนไม่ได้ ต้องอุ้มพาดบ่าเอาไว้ แล้วหลับไปทั้งแม่ทั้งลูก หลังจากนั้นก็วิวัฒนาการเอาปากแม่มันนี่หล่ะค่ะ จุ๊บเอาน้ำมูกออกมา มันก็ได้ผลนะคะ น้ำมูกออก ใช้ได้เลย แต่คุณหมอบอกว่า สกปรก คิดว่า เออ แล้วจะเอายังไงหล่ะทีนี้ จริงๆ ใช้ปากแม่ดูดมันใช้ได้ก็จริง แต่ไม่ดีเลยนะคะ เพราะนอกจากว่าคุณแม่จะติดหวัดคุณลูกไม่หายซักที ติดกันไปติดกันมาจนเรื้อรังไปทั้งคู่น่ะค่ะ แอนก็เลยไปซื้อสายดูดมาลอง โอ้โหแฮะ สะอาดหมดจด รวดเร็ม ดูดปู๊ดๆๆ เสียงเหมือนเราเอาหลอดดูดน้าจนหมดแก้วเหลือแต่น้ำแข็งนั่นหล่ะ ใช้ดีมากๆ ค่ะ ^^ วันนี้คิดออกแค่นี้ คราวหน้าจะมาอัพเดทเรื่องของกินคุณลูกกันค่ะ คิดอะไรใหม่ๆ ได้จะได้มาอัพเดทกันอีกทีค่ะ

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

ป้องกันเล็บขบ ก่อนติดเชื้อลุกลาม

ปัญหาเล็บขบเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเล็บหัวแม่โป้งที่เท้า เป็นทีไรเจ็บจนน้ำตาไหลได้เหมือนกัน ยิ่งเมื่อต้องสวมรองเท้า หรือจำเป็นต้องเดินมาก แต่วัยที่เมื่อเล็บขบแล้วน่าเป็นห่วงที่สุดเห็นจะเป็นวัยสูงอายุ เนื่องจากท่านอาจจะดูแลตัวเองได้ไม่ดีเท่าคนหนุ่มสาว ที่สำคัญเมื่อเกิด การอักเสบเพราะติดเชื้อ หรือผู้สูงอายุบางคนมีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัวอยู่ยิ่งต้องระวังดูแลอย่างดี และรักษาการติดเชื้อนั้นให้หายเร็วที่สุด เพราะอาจลุกลามได้เทคนิคป้องกันเล็บขบและการติดเชื้อ • ก่อนตัดเล็บเท้า ให้แช่เท้าในน้ำอุ่นสัก 5 นาที เพื่อให้เล็บนุ่มจะทำให้ตัดเล็บได้ง่ายขึ้น• อย่าตัดเล็บของคุณให้สั้นมากไป พอให้เหลือขอบอยู่บ้าง และเพื่อให้มีพื้นที่ที่เล็บงอกต่อไป•ตัดเล็บให้เป็นแนวตรง อย่าตัดเล็บเข้ามุม จากนั้นตะไบขอบเล็บให้เรียบเพื่อไม่ให้เกิดรอยขรุขระ เกี่ยวข่วนเป็นแผลได้ • ถ้าตัดเล็บที่เท้าเองไม่ได้ ให้คนอื่นช่วยตัดให้ เช่น ลูกหลาน และหากเกิดเล็บขบขึ้นแล้วจริงๆ ขอแนะนำให้คุณไปพบศัลยแพทย์ เขาช่วยคุณได้ ไม่แนะนำให้ไปร้านเสริมสวยทำผม ทำเล็บ เพราะจะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ใช้ร่วมกับคนอื่นๆ และไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ดังนั้นการตัดเล็บเองที่บ้านก็ควรทำความสะอาดฆ่าเชื้ออุปกรณ์ต่างๆ ก่อนด้วยการเช็ดแอลกอฮอล์ • หากมีขี้เล็บฝังในขอบเล็บ ห้ามใช้อุปกรณ์แหลมคมแคะเล็บเพราะจะทำให้เกิดแผลได้ แนะนำให้ใช้น้ำยาล้างแผลไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หยอดใส่เล็บ ทิ้งไว้สักครู่ขี้เล็บและสิ่งสกปรกจะลอยตัวขึ้นมาเองโดยไม่ต้องงัดแงะให้เจ็บตัว จากนั้นใช้สำลีแห้งเช็ดออกให้สะอาดดูแลเท้าเมื่อเกิดเล็บขบ• หมั่นสังเกตเนื้อขอบเล็บเท้าดูว่ามีอาการบวม แดง แสบร้อน และเจ็บ หรือสีของเล็บเปลี่ยนไปหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่เป็นเบาหวานหรือคนที่เส้นประสาทถูกทำลายจะด้วยเหตุใดก็ตาม ความรู้สึกจะช้า หรืออาจะไม่รู้สึกเจ็บได้เท่าคนปกติ ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตให้ดี• หากพบว่ามีการอักเสบติดเชื้อให้แช่เท้าด้วยน้ำสบู่อุ่นๆ หรือน้ำเกลือ ทุกๆ วัน วันละ 15 นาที หลังจากนั้น ล้างน้ำสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้ง ตามขอบเล็บให้ใช้สำลีพันปลายไม้เช็ดให้แห้ง• หลังจากนั้นให้ใช้ยาปฏิชีวนะที่เป็นครีมทาบริเวณที่เล็บขบ เป็นแผลอักเสบติดเชื้อ หุ้มนิ้วเท้าด้วยผ้าพันแผลเพื่อปกป้องไม่ให้สัมผัสสิ่งสกปรกและปกป้องกันแผลกระแทกหรือเสียดสีกับสิ่งต่างๆ ซึ่งถ้าดูแลรักษาเช่นนี้แล้วในคนปกติแผลจะดีขึ้นใน 2-3 วัน แต่ถ้าคุณเป็นเบาหวานหรือแผลไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์

นอนนั่งถูกท่ากายาปลอดโรค : ปวดหลังปวดคอควรแก้อย่างไร


การ นอนให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง เป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่านั่งและนอนผิดท่าก็นำมาซึ่งโรคปวดหลังและคอระยะยาว ได้เช่นกัน

นพ.วีระพันธ์ ควรทรงธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บอกว่า โรคปวดหลังและคอเป็นโรคที่สามารถเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย และเกิดได้มากกว่า 1 ครั้งในชีวิต โดยขึ้นอยู่กับกิจวัตรประจำวัน เช่น การเล่นกีฬา การยกของหนัก ท่าทางที่ใช้ในการยืน การนั่ง การนอน ทั้งเวลาทำงานและอยู่ที่บ้าน

โรค ปวดหลังและคอเกิดได้ในทุกอาชีพ อาการปวดค่อยเป็นค่อยไป เช่น มีอาการปวดบริเวณคอจะเจ็บแปล๊บไปที่แขน ปวดเอวเจ็บแปล๊บไปที่ขา และหากเป็นต่อเนื่องโดยรับการรักษาทั้งยากิน ยาทา แล้วยังไม่หายใน 3 สัปดาห์ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดในการรักษา ซึ่งมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ทั้งจุดเดิมที่เคยปวด และจุดอื่น หากผู้ป่วยยังไม่ปรับเปลี่ยนกิจวัตรในการเคลื่อนไหวผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกสันหลัง กล่าว

หลาย คนมักเข้าใจว่า การยกของหนัก 1 วัน การประสบอุบัติเหตุเช่น ตกจากที่สูง อุบัติเหตุ หรือเล่นกีฬาที่หักโหมเป็นสาเหตุของโรคปวดหลังและคอ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า สาเหตุเหล่านี้ไม่ใช่ตัวการทำให้เกิดโรคปวดหลังและคอ เพราะอาการดังกล่าวมักหายใน 2-3 วันหลังการกินยาหรือทายาแก้ปวดกรณีที่อาการปวดยังคงอยู่มากกว่า 4 สัปดาห์ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติมเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง อาทิ กระดูกหัก หมอนรองกระดูกเสื่อมอันเป็นผลมาจากกระดูกอ่อนที่หุ้มกระดูกสันหลังแต่ละ ปล้องเกิดการฉีกขาด ภาวะข้อเสื่อม ช่องไขสันหลังตีบ เป็นต้นการนอน เป็นสาเหตุให้เกิดการปวดหลังและคอได้อย่างหนึ่ง เพราะร่างกายเราต้องนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง อุปกรณ์ในการนอนจึงสำคัญมาก ทั้งที่นอน หมอนหนุน ต้องไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป ควรเลือกให้พอดี เช่น หมอนควรเลือกที่มีความสูงระดับไหล่ในขณะที่หนุน และใช้ช่วงต้นคอและศีรษะหนุนเพื่อให้หมอนรองกระดูกอยู่ในท่าที่ตรงแนบกับที่ นอน

การ นอนหงายที่ถูกวิธีควรหนุนหมอนที่ไม่สูงหรือต่ำเกินกว่าระดับไหล่ และใช้หมอนข้างรองช่วงข้อพับบริเวณหัวเข่า หรือเบาะรองนั่งรองจนถึงปลายเท้า เพื่อจัดร่างกายให้อยู่ในท่าที่หมอนรองกระดูกตั้งแต่คอถึงบั้นเอวได้นอนแนบ กับที่นอนโดยที่กล้ามเนื้อไม่เกร็งหรืองอตัว

ผู้ เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกสันหลัง บอกอีกว่า ท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ควรหลีกเลี่ยง แต่หากจะต้องนอนคว่ำควรใช้หมอนบางๆ รองช่วงท้อง ไม่ควรรองบนศีรษะ รวมถึงไม่ควรนอนอ่านหนังสือ นอนดูทีวี เพราะหมอนรองกระดูกบริเวณต้นคอจะต้องตั้งขึ้น และทำให้เกิดอาการปวดคอและหลังตามมาในที่สุด

ท่า นอนตะแคงที่ถูกต้อง ควรมีหมอนข้างสำหรับรองรับช่วงขาและแขน เพราะหากไม่มีหมอนข้างรอง มีโอกาสสูงมากที่กล้ามเนื้อบริเวณกระดูกสันหลังช่วงบั้นเอวถึงช่วงสะโพกเกิด การเกร็งตัว และมีอาการปวดตามมา โรค ปวดหลังและคอเมื่อเป็นแล้ว รักษาหายขาดได้กว่า 90% ด้วยวิธีพื้นฐานที่ไม่ต้องผ่าตัด แต่โอกาสกลับมาเป็นซ้ำเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะคนที่รับการรักษาแล้วไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การนอนดูทีวี นอนอ่านหนังสือบนเตียง เพราะมีผลให้เกิดการปวดหลังและคอตามมาระยะยาวผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าว

วิธีการรักษาโรคปวดหลังและคอโดยไม่ผ่าตัด แพทย์จะใช้วิธีพื้นฐานได้แก่ การพัก เพราะกรณีที่ปวดหลังจากสาเหตุทั่วไป การนอนพักจะทำให้อาการดีขึ้นได้ภายใน 1-2 วันโดยที่สามารถลุกนั่ง ทานอาหาร และเข้าห้องน้ำได้

สำหรับ การกินยา จะใช้ในรายที่มีอาการปวดเฉียบพลัน ได้แก่ การกินยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ และยากล่อมประสาท เนื่องจากอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาได้ เช่น อาการระคายเคืองทางเดินอาหาร หรือแพ้ยา

การ ทำกายภาพบำบัด แพทย์เวชปฏิบัติจะแนะนำการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เพื่อดูแลสุขภาพหลังตลอดจนการรักษาด้วยเครื่องนวดอัลตร้าโซนิก เครื่องนวดรังสีความถี่สั้น การประคบร้อน-เย็น การใช้อุปกรณ์สำหรับกระดูกสันหลังช่วยพยุงต้นคอ รวมถึงการใช้โปรแกรมออกกำลังกายเพื่อทำกายภาพบำบัด

วิธี การฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะที่ จะเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้เฉพาะบางรายที่มีอาการปวดรุนแรงมาก รวมถึงรายที่ได้รับยาแก้ปวดแล้ว ทำกายภาพบำบัดแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะเลือกใช้วิธีฉีดยาสเตียรอยด์ เข้าโพรงกระดูกสันหลังบริเวณที่เกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท กระดูกทับเส้นประสาท หรือข้อต่อกระดูกสันหลัง เพื่อลดการอักเสบบริเวณดังกล่าว

นางสาว ญาวี ชำนาญสิงห์ นักกายภาพบำบัด แผนกกายภาพบำบัด คลินิกกายภาพบำบัดผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เสริมว่า สำหรับคนที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ สามารถนั่งให้ถูกท่าทางลดการเจ็บปวดได้

การ นั่งหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ หน้าจอควรอยู่ระดับที่สายตาทำมุมเอียงลงประมาณ 45 องศา และที่วางมือควรอยู่ระดับที่ข้อศอกงอประมาณ 10 องศา โดยที่มือวางในระดับที่ไม่แหงนมือ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาด้านหน้าข้อมือ เช่น การอักเสบบริเวณพังผืดหน้าข้อมือ ซึ่งมีโอกาสปวดเรื้อรังสูงหากไม่รักษา หรือรักษาแล้วไม่ปรับวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ให้ถูกสุขลักษณะนักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าว

การ นั่งบนเก้าอี้ควรนั่งเต็มก้น หลังตรงชิดเบาะ โดยมีเคล็ดง่ายๆคือการแขม่วหน้าท้องน้อยช่วยก็จะทำให้กระดูกสันหลังได้ระดับ ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมกับวางฝ่าเท้าทั้งสองให้เต็มเท้า หากเก้าอี้สูงควรหากล่องหรือลังมารองให้ได้ระดับ หากทำได้เพียงเท่านี้ก็จะมีร่างกายที่พร้อมจะลุยกับทุกสถานการณ์ได้แล้ว

พฤติกรรมขี้เกียจ ที่ผู้หญิงไม่ควรทำ : ไม่รักความสะอาดส่งผลเสียต่อสุขภาพ



สาวๆ ที่รักชอบความสวยงาม แต่ว่าขี้เกียจทำความสะอาด คุณรู้หรือไม่ว่าส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพความงาม

ไม่ล้างเครื่องสำอาง ปัญหา นี้เรียกว่าเป็นเรื่องใหญ่ของผู้หญิงเราเลยนะคะ เพราะการที่สาวๆ ไม่ยอมลุกไปล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนเข้านอนนั้น จะก่อให้เกิดการสะสมจนอุดตัน และกลายเป็นสิวในที่สุด

ขี้เกียจถอนคอนแทคเลนส์ นี่ ก็เป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ ในหมู่สาวๆ ที่ชื่นชอบการเปลี่ยนสีตาด้วยคอนแทคเลนส์ เพราะการไม่ชอบถอดนั้น อาจทำให้ดวงตาของคุณเกิดการติดเชื้อ จนถึงขั้นตาบอดได้เลย

ไม่ยอมเคี้ยวอาหาร สาวๆ รู้เอาไว้เลยนะคะว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักอย่างแรง อีกทั้งยังอาจจะส่งผลให้กระเพาะ รวมถึงลำไส้มีปัญหาได้ง่ายๆ

ไม่เช็ดฝารองชักโครก สาวๆ อย่ามองข้ามจุดนี้นะคะ อย่าด่วนสรุปเด็ดขาดว่าห้องน้ำที่คุณกำลังจะเข้านั้นสะอาดเพียงใด เพราะฝารองชักโครกก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคอยู่ไม่น้อยทีเดียว ดังนั้นก่อนใช้ทุกครั้งควรเช็ดก่อนจะดีมากเลย

ขี้เกียจถือโทรศัพท์ อัน นี้เป็นพฤติกรรมอันแสนโดดเด่นของคุณผู้หญิงเรา คุณเธอทั้งหลายจะใช้โดยการเอามาแนบระหว่างลำคอกับบ่า ซึ่งจะส่งผลทำให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวเกร็ง ถ้าทำบ่อยจะส่งผลให้เกิดอาการปวดคอเรื้อรัง และเส้นประสาทกล้ามเนื้ออักเสบได้

รู้ อย่างนี้กันแล้วสาวๆ ทั้งหลายอย่าลืมทำตามด้วยนะคะ เพราะการที่สาวๆ ละเลย หรือไม่สนใจเรื่องต่างๆ เหล่านี้ อาจส่งผลร้ายอย่างมหันต์ตามมาแล้วจะสายเกินแก้จะหาว่าไม่เตือน


http://www.thaihealth.or.th/node/13272


10 เคล็ดลับ...หลับสบาย



นอนเถอะค่ะ...แล้วพรุ่งนี้ทุกอย่างจะดีเอง คำพูดนี้อาจฟังดูไม่สมเหตุสมผล แต่เชื่อเถอะว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะการหลับสนิทในช่วงที่ร่างกายต้องการพักผ่อนคือการชาร์จพลังที่ดีที่สุด ที่มอบคุณประโยชน์มหาศาลทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา

น่าตกใจกับผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกาชิ้นหนึ่งที่พบว่าเมืองนิวยอร์กทั้งเมืองล้วนเต็มไปด้วยสาวก Sleepless Society คน นอนไม่หลับมากมาย ในจำนวนนี้ยังได้หมายรวมไปถึงกลุ่มคนที่พยายามจะนอนให้หลับ และกลุ่มคนที่เทคยานอนหลับด้วย จากการแยกแยะวิเคราะห์พฤติกรรมและผลกระทบยืนยันว่า คนส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี ซึ่งมีความเคร่งเครียดหลักจากสภาวะกดดันเรื่องความก้าวหน้าในการงาน และค่าครองชีพ การนอนไม่หลับอันเนื่องจากไม่รู้จัก Shut Down ความคิดที่วนเวียนในสมองนี้ ยังส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้า หดหู่ ที่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน และความคิดสร้างสรรค์อีกด้วย

และ เมื่อเป็นอย่างนี้นานเข้า มันก็จะเริ่มก่อตัวเป็นวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุด นั่นคือ เครียด-นอนไม่หลับ-หดหู่ซึมเศร้า-ขาดพลังงานและความคิดสร้างสรรค์-ผลงานไม่ น่าประทับใจ-วิตกจริต และกลับมาสู่วงจรแห่งความเครียดซ้ำซ้อน นักวิชาการทั่วโลกต่างออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า...นี่คือมหันตภัยทาง จิต ของเวิร์กกิ้งแมนและวูแมนทั่วโลกแห่งปี 2008 ที่น่ากลัว

9 Checks, Are You A Sleepless Society?

ลองมาเช็กดูกันดีกว่าว่าวันนี้คุณมีอาการเข้าใกล้วงจรนอนไม่หลับแค่ไหน...คุณมีอาการแบบนี้หรือเปล่า

หลับตานานแล้ว แต่สมองยังไม่หยุดคิด มักรู้สึกตัวระหว่างนอนหลับเป็นระยะๆ

ระหว่างหลับรู้สึกว่าสมองยังคิดและกังวล ไม่อยากตื่นทั้งที่รู้สึกว่านอนมานานแล้ว

ความคิดตื้อตันไม่ทันใจ ง่วงนอนระหว่างวัน

รู้สึกซึมเศร้าอย่างไม่มีสาเหตุ ปวดหัว และอ่อนเพลียง่าย

ตื่นด้วยความงัวเงียไม่แจ่มใส แม้จะอาบน้ำและแปรงฟัน

10 Ways to Sleep Well

ใช้ชีวิตเปลี่ยนแนว เพื่อการนอนหลับที่เป็นสุขและหมดทุกข์เรื่องเครียดกังวล กับ 10 คำแนะนำเหล่านี้

1. เข้านอนก่อน 4 ทุ่ม และตื่น 6 โมงเช้า เพราะนี่คือช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการพักผ่อนร่างกาย

2. สะสาง วางแผนสิ่งที่กังวลที่จะทำในวันต่อไปให้เรียบร้อยเพื่อลดอาการวิตกจริต และคิดซ้ำซาก

3. บอก กับตัวเองว่าการเครียดกังวล และใช้สมองในช่วงที่ต้องนอนหลับนั้นเปล่าประโยชน์ เนื่องจากสติ สัมปชัญญะ และความอ่อนล้าของร่างกายคืออุปสรรค ดังนั้น นอนหลับให้สนิทแล้วตื่นมาคิดอย่างแจ่มใส ย่อมให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า

4. ถ้าคุณนอนหลับยาก ควรออกกำลังกายในช่วงเย็น หรือ 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน แต่อย่าทำใกล้เวลานอน

5. ปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นระหว่าง 17-25 องศาเซลเซียส แล้วจะหลับง่ายสบายบอดี้

6. เสริมเครื่องฟอกอากาศในห้องนอนเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่สมดุล จะนอนหลับลึกได้ต่อเนื่อง

7. ความมืดมิดและไร้เสียง คือเคล็ดลับที่จะทำให้หลับได้สนิทและยาวนาน

8. ดื่มหรือรับประทานอาหารที่มีองค์ประกอบของกรด อะมิโน Tryptophan จากโปรตีน อย่างธัญพืช หรือเครื่องดื่ม Whole Grains ก่อนนอน จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยสาร Niacin จากวิตามินบี 5 ทำให้สมองและร่างกายผ่อนคลาย และง่วงนอนง่ายขึ้น

9. สร้างกิจวัตรใหม่ด้วยการเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน ลองทำแค่ 1 อาทิตย์ ติดต่อกัน ร่างกายก็คุ้นเคยแล้ว

10. หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และช็อกโกแลตระหว่างวัน เพราะกาเฟอีนที่ผสมอยู่จะทำให้ร่างกายตื่นตัว

สมอง คืออาวุธที่จะมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อถูกนำมาใช้ในเวลาที่แจ่มใสที่สุด ดังนั้น ถ้าใครยิ่งต้องการความก้าวหน้า และความเฉียบแหลม จึงยิ่งต้องบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือการรู้จัก...ใช้เมื่อพร้อมถึงขีดสุด และหยุดดูแลเมื่อเต็มล้า


http://www.thaihealth.or.th/node/13312



พืชพรรณบำรุงผิว



วิธีธรรมชาติที่ว่า ขอตีความว่าอาศัยสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณแนะนำพืชพรรณต่อไปนี้

1.มะละกอ ช่วยผลัดผิว การพอกมะละกอบดละเอียดบนผิวหน้าในระหว่างอบไอน้ำจะช่วยทำให้หน้าขาว ใส ยิ่งขึ้น โดยนำมะละกอสุกบดละเอียดทาบนใบหน้า หลีกเลี่ยงรอบดวงตา แล้วอังหน้ากับชามอ่างภายใต้ผ้าขนหนูตามวิธีการอบไอน้ำผิวหน้า

2.น้ำผัก-ผลไม้ นำผักผลไม้ 50 กรัมต่อครั้ง ล้าง เช็ดให้แห้ง ปอกเปลือกแล้วปั่นหรือบดละเอียด เติมน้ำบริสุทธิ์ 25 มิลลิลิตร ทิ้งไว้สักครู่แล้วใช้ผ้าขาวบางกรองแยกกาก เก็บแต่น้ำไว้ใช้เป็นโทนเนอร์ สำหรับสรรพคุณแต่ละประเภท

2.1 ว่านหางจระเข้ บำรุงผิว สำหรับทุกสภาพผิว

2.2 แตงกวา ปรับสภาพผิว สำหรับผิวมัน

2.3ฝรั่ง ขัดผิว

2.4 ตะไคร้ ทำความสะอาดผิวสำหรับทุกสภาพผิว

2.5 สับปะรด ขัดผิว

2.6มะขาม ขัดผิว สำหรับผิวมัน

3.ไพลและผงลูกจันทน์เทศ ขัดผิว ไพลสด 1 ช้อนโต๊ะ ผงลูกจันทน์เทศ 1 ช้อนชา ล้างไพลให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วปั่น จากนั้นเทผงลูกจันทน์เทศลงไป คลุกเคล้าจนเข้ากัน ทาลงบนใบหน้าและขัดเบาๆ ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ไพลเพิ่มความชุ่มชื่นและบำรุงผิว เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

4.ขมิ้นและถั่วเหลือง พอกผิว ขมิ้นสด 10 กรัม ถั่วเหลือง 15 กรัม ล้างขมิ้น ปอกเปลือกแล้วปั่น ถั่วเหลืองล้างโดยแช่น้ำทิ้งไว้ 20 นาที ปั่นแล้วนำมาผสมกับขมิ้น คลุกเคล้าให้เข้ากัน ทาทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ขมิ้นช่วยลดอาการอักเสบและสมานผิว ส่วนถั่วเหลืองมีเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรนและไฟโตเอสโตรเจน ทำให้ผิวขาวและนุ่มขึ้น

5.น้ำผึ้งและแตงกวา ขัด ผิว น้ำผึ้ง 8 ออนซ์ น้ำมะนาวคั้น 10 หยด แตงกวาฝานเป็นแผ่นบางๆ ผสมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาวเข้าด้วยกัน ทาลงบนใบหน้าแล้วนวด 15 นาที ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออก จากนั้นวางแผ่นแตงกวาบนใบหน้าและลำคอ แตงกวาจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรกที่ตกค้างออก ช่วยให้ผิวเย็น ตึง และเพิ่มความชุ่มชื่น ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ อีกครั้ง ทั้งนี้ น้ำผึ้งทำให้ผิวนุ่มขึ้น ลดความระคายเคืองของผิวและบรรเทาอาการอักเสบ ส่วนน้ำมะนาวช่วยในกระบวนการผลัดผิว

6.กล้วย ส่วน ผสม กล้วยสุกผลขนาดกลาง 2 ผล วีตเจิร์ม ออยล์ ครึ่งช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา น้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกมะลิ 2 หยด ปั่นกล้วยแล้วใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไปคลุกเคล้า ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดด้วยโทนเนอร์ จากนั้นทาตัวพอก ทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่นและเช็ดด้วยโทนเนอร์อีกครั้งเพื่อกำจัดตัวพอกที่ตก ค้างออกให้หมด กล้วยอุดมไปด้วยวิตามินเอและโพแทสเซียม ส่วนน้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกมะลิช่วยปรับสภาพผิว ลดเลือนรอยแผลเป็น น้ำผึ้งเพิ่มความชุ่มชื้นและบำรุงผิว

7.น้ำผึ้งและส้ม กระชับผิวหน้า ส้มหรือส้มจีน 1 ชิ้น น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมันหอมระเหยดอกลาเวนเดอร์ 1 หยด บิส้มให้น้ำส้มออกมา ถูส้มให้ทั่วใบหน้า กรดผลไม้ในส้มช่วยทำความสะอาดผิวและเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำเปียกหมาดๆ เช็ดออกเบาๆ ผสมน้ำผึ้งเข้ากับน้ำมันหอมระเหยดอกลาเวนเดอร์ ทาลงบนใบหน้า นวดเบาๆ ทิ้งไว้ 5-10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น เป็นตัวพอกหน้าที่ช่วยให้ผิวนุ่มและสดใส เต่งตึง อ่อนโยนต่อผิว ทำได้บ่อยครั้งทั้งช่วยให้จุดด่างดำจางลง

8.กล้วยและอะโวคาโด ใช้พอกหน้าสำหรับผิวแห้ง ส่วนผสมประกอบด้วย กล้วยสุกผลเล็ก 1 ผล อะโวคาโดสุกผลเล็ก 1 ผล โยเกิร์ตกลิ่นธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันวิตามินอี 2 หยด บดกล้วยและอะโวคาโดเข้าด้วยกันจนข้นและมีสีเขียว ผสมโยเกิร์ตและน้ำมันวิตามินอีลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อเตรียมตัวพอกเสร็จแล้ว ล้างหน้าและอบไอน้ำผิวหน้าเพื่อให้รูขุมขนเปิด จากนั้นจึงทาตัวพอกลงบนใบหน้านวดและทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ผลลัพธ์ที่ได้คือหน้าลื่น เรียบเนียนและหอม


http://www.thaihealth.or.th/node/13298



อร่อยเพลินน้ำหนักตัวเพิ่ม


จาก การศึกษาวิถีการกินกับความอ้วน ของกลุ่มประชาการตัวอย่าง 5,200 ราย พบว่า วิธีการกินอาหารที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินมีอยู่ 7 แบบ หรือ 7 วิถีการกิน คือ

1. การกินตามอารมณ์ บางคนใช้การกินเป็นการระบายอารมณ์จัดการความรู้สึก เช่น ยิ่งเครียดยิ่งกิน ยิ่งเศร้าก็ยิ่งกิน ดีใจก็กินฉลอง เสียใจก็กินประชด พูดง่ายๆว่า อารมณ์แบบไหนก็กินทั้งนั้น

2. กินแต่ของสำเร็จรูป เพราะหาง่าย อยู่ใกล้มือ ไม่ชอบกินของสด เพราะรู้สึกเหม็นเขียว ไม่อร่อย จืดชืด รสชาติไม่สะใจ ของสำเร็จรูปโดยเฉพาะฟาสต์ฟู้ดจะมีไขมัน แป้ง น้ำตาลค่อนข้างสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อ้วนได้หากรับประทานประจำ

3. กินแก้กลุ้ม กังวลมากไปก็หิวบ่อย เครียดมากไปก็กินบ่อย

4. กินของ "ว่าง" (ที่ไม่ว่าง) ทั้งวัน กินไปทำงานไป กินไปดูทีวีไป

5. กินเติมเต็มความสุขทางใจ ทางจิตวิญญาณ การกินเป็นเครื่องแสดงความมีบุญวาสนามีอันจะกิน กินดีอยู่ดี กินให้อ้วน แสดงว่ามีความอุดมสมบูรณ์

6. กินตามบรรยายกาศ สุนทรียภาพ เช่น กินในที่สงบ ร่มรื่นเย็นสบาย จะกินได้มากเป็นพิเศษ หรือนักชิม ผู้ชอบในศิลปะการทำอาหารหรือการกินอาหาร ทำให้เกินนิสัย "กินเกิน"Ž

7. กินออกสังคม เช่น กินสังสรรค์ในหมู่เพื่อนญาติมิตรสหาย ในครอบครัวกับคนที่รู้ใจ จะทำให้กินได้นานและมากกว่าปกติ

ดัง นั้นใครที่ไม่อยากอ้วนหรือจะลดน้ำหนักต้องระวังการกินในสถานการณ์ หรือวิถีการกินสู่ความอ้วนทั้ง 7 นี้ไว้ให้ดี ไม่เผลอตัวจนพุงยื่นออกมานอกตัว




http://www.thaihealth.or.th/node/13282

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สังกะสี ธาตุอาหารปริมาณน้อยที่ขาดไม่ได้

สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่คนเราต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อย ในร่างกายมีสังกะสีประมาณ 1-2.5 กรัม ซึ่งจะพบได้มากในกระดูก ฟัน เส้นผม ผิวหนัง ตับ กล้ามเนื้อ และอัณฑะ

เรื่อง: ดร.อรอนงค์ กังสดาลอำไพ

ผู้ใหญ่ บางคนจะหลอกให้เด็กกินอาหารหลากหลายโดยบอกว่าจะได้วิตามิน A ถึง Z ทั้งๆ ที่ไม่มีวิตามิน Z แต่จะมีแร่ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งขึ้นต้นด้วยตัว Z คือ สังกะสี (Zinc) สังกะสีได้รับการยอมรับว่าเป็นสารอาหารที่จำเป็นในสัตว์ในช่วงต้นทศวรรษ 1900 และในช่วงต้นทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503) พบภาวะการขาดสังกะสีในวัยรุ่นชาวอียิปต์และอิหร่าน วัยรุ่นเหล่านี้จะตัวเตี้ย แคระ การเจริญพันธุ์ทางเพศช้า ซึ่งเกิดจากการได้รับอาหารที่มีสังกะสีค่อนข้างต่ำ แต่มีใยอาหารและไฟเตท (เป็นสารที่พบมากในผัก และธัญพืชทั้งเมล็ด) สูง ซึ่งใยอาหารและไฟเตทนี้จะลดการดูดซึมสังกะสีเข้าสู่ร่างกาย

สังกะสีเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ชนิด ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต การสร้างโปรตีน การสร้างภูมิคุ้มกันโรค การเจริญของระบบสืบพันธุ์ การมองเห็น การหายของบาดแผล และป้องกันเซลล์จากการทำลายโดยอนุมูลอิสระ

สังกะสีทำงานร่วมกับเอนไซม์ในการสร้างโปรตีน การย่อยอาหาร การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน จึงมีความสำคัญในกระบวนการเจริญเติบโตและการพัฒนาการในเด็ก การขาดสังกะสีทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก การเจริญพันธุ์ทางเพศช้า ซึ่งจะเห็นได้ชัดในเด็กผู้ชาย เช่น การมีหนวดเครา เสียงแตก เป็นต้น

สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการเปลี่ยนวิตามินเอ (ซึ่งอยู่ในรงควัตถุที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น) ให้อยู่ในรูปที่ทำงานได้ การขาดสังกะสีจะทำให้มีอาการตาฟางหรือตาบอดกลางคืนเหมือนกับการขาดวิตามินเอ นอกจากนี้สังกะสียังจำเป็นสำหรับการหายของบาดแผล การรับรส และการสร้างสเปิร์ม

ในต้นทศวรรษ 1970 พบการขาดสังกะสีในสหรัฐอเมริกาในผู้ที่ได้รับอาหารทางหลอดเลือดเท่านั้น เนื่องจากอาหารที่ให้มีสังกะสีน้อยมาก ปัจจุบันอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดจะเติมสังกะสีเพื่อป้องกันภาวะการขาด สังกะสี

โดยปกติคนเราจะได้รับสังกะสีจากอาหาร ซึ่งจะพบได้มากในอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ในหอยนางรม เนื้อ ตับ ไข่ นม ไก่ และปลา เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมากจะมีสังกะสีน้อย เนื่องจากในส่วนไขมันจะมีสังกะสีน้อย เนื้อสัตว์ที่มีสีแดงจะมีสังกะสีสูงกว่าเนื้อสัตว์ที่มีสีขาว ธัญญาหารเป็นแหล่งสังกะสีเช่นกัน ปริมาณสังกะสีในธัญญาหารขึ้นกับการขัดสี สังกะสีจะมีมากบริเวณเปลือกนอกของเมล็ด ดังนั้นเมล็ดพืชที่ผ่านการขัดสีน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือจะมีสังกะสีมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว แต่ในพืชจะมีสารไฟเตทซึ่งจะยับยั้งการดูดซึมสังกะสีในลำไส้ ทำให้ร่างกายได้รับสังกะสีจากอาหารเหล่านี้น้อยลง สังกะสีเมื่อถูกดูดซึมแล้วจะรวมกับโปรตีนอัลบูมินเพื่อขนส่งไปในกระแสเลือด ไปยังตับและเนื้อเยื่ออื่นๆ โดยไม่มีการเก็บสะสมไว้เฉพาะในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง

ภาวะการขาด สังกะสีอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสังกะสีน้อย แต่ส่วนใหญ่มักพบร่วมกับการท้องเสียเรื้อรัง เป็นโรคที่ทำให้การดูดซึมน้อยลง ได้รับอาหารที่มีสารไฟเตทสูง หรือร่างกายมีความต้องการเพิ่มขึ้น เช่น ในทารกและสตรีตั้งครรภ์ นอกจากนี้ในกลุ่มคนที่ได้รับอาหารจำกัดก็เสี่ยงต่อการขาดสังกะสีได้ เช่น คนที่ควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักตัว คนเหล่านี้จะได้รับสังกะสีจากอาหารน้อยลง ขณะเดียวกันจะสูญเสียสังกะสีออกจากร่างกาย เนื่องจากร่างกายนำเนื้อเยื่อบางส่วนออกมาใช้เป็นพลังงาน ในคนสูงอายุที่รับประทานอาหารน้อยลงก็อาจได้รับสังกะสีไม่เพียงพอ ปริมาณสังกะสีที่คนเราควรได้รับประจำวันแสดงไว้ในตารางด้านท้าย

สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่จัดว่าไม่มีพิษ แต่การได้รับสังกะสีในปริมาณสูง (เกินกว่า 1.5 เท่าของปริมาณที่แนะนำให้ควรได้รับ) เป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดทองแดงได้ และถ้าได้รับสังกะสีในปริมาณมาก (225-450 มิลลิกรัม) จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ อ่อนเพลีย นอกจากนี้การได้รับสังกะสีมากว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน จะมีผลเพิ่มระดับโคเลสเตอรอล ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และถ้าได้รับปริมาณสูงมาก (4-8 กรัม) อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

การเสริมสังกะสี
ใน คนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการขาดสังกะสี การเสริมสังกะสีให้กับเด็กในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น พบว่าช่วยเพิ่มความสูงและน้ำหนักตัวได้ นอกจากนี้ได้มีการทดลองให้สังกะสีในรูปแบบยาอมเพื่อดูผลต่อการลดลงของอาการ หวัด แต่ผลการทดลองก็ยังขัดแย้งกันอยู่บ้าง

สำหรับนักกีฬา
หาก นักกีฬาได้รับสังกะสีน้อย (0.3 มิลลิกรัมต่อวัน) จะมีผลทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลงได้บ้าง ส่วนผลของการเสริมสังกะสีในนักกีฬาเชื่อว่าน่าจะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ ดีขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่กล้ามเนื้อมีการหดตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสังกะสีมีความเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ที่ทำลายกรดแลคติก ซึ่งเป็นกรดที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อในระหว่างการออกกำลังกาย ถ้ามีกรดนี้สะสมในกล้ามเนื้อมากจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่ผลนี้ยังต้องมีการศึกษาวิจัยยืนยันต่อไป

ได้มีการทดลองใช้ สังกะสีในรูปยากินและยาทาสำหรับการรักษาสิว ซึ่งพบว่าการเสริมสังกะสีจะลดการอักเสบของสิวลงได้ แต่ปริมาณที่ใช้จะค่อนข้างสูง (30 มิลลิกรัมต่อวัน) และการใช้สังกะสีในการรักษาสิวยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ามิได้ดีกว่าการรักษา โดยวิธีอื่น แต่การให้สังกะสีในขนาดสูงนี้อาจทำให้เกิดภาวะการขาดทองแดงได้

เนื่องจากผลดีจากการเสริมสังกะสียังไม่ชัดเจน การเสริมสังกะสีจึงควรกระทำด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นด้วย

อาหารเช้า...ต้านโรค

อาหารมื้อ เช้า ใช่ว่าจะเป็นเพียงอาหารมื้อแรกที่ให้พลังงานในการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยป้องกันการเกิดภาวะอ้วน โรคเบาหวาน รวมทั้งโรคหัวใจได้อีกด้วย

เรื่อง: วชิราวดี มาลากุล

นัก วิจัยจากมหาวิทยาลัย Nottingham ในอังกฤษ สังเกตว่าคุณผู้หญิงส่วนใหญ่ที่งดกินอาหารมื้อเช้านั้น ปริมาณอาหารที่กินในแต่ละวันมักจะมากกว่าผู้หญิงที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักตัวของผู้ที่งดอาหารเช้าเพิ่มขึ้นจนเกิดภาวะอ้วนได้ รวมทั้งเคยมีงานวิจัยที่พบว่า ผู้ที่กินอาหารเช้าทุกวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะอ้วน และโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่งดอาหารเช้าถึง 35-50% ซึ่งผลดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition ที่เผยว่า การงดกินอาหารเช้านั้น นอกจากเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอ้วนและโรคเบาหวานแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย

นักวิจัยได้ทำการศึกษาในสตรีอาสาสมัคร 10 คน โดยให้อาสาสมัครกลุ่มนี้กินอาหารเช้าประเภทเมล็ดธัญพืช (cereal) กับนม ในช่วง 7.00-8.00 น. และกินอาหารมื้อกลางวัน และมื้อเย็นตามปกติ รวมทั้งกินขนมหวานระหว่างมื้อ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้อาสาสมัครกลุ่มเดิม งดกินอาหารในช่วงเช้า โดยเลื่อนเวลาอาหารพวกเมล็ดธัญพืชกับนมมาเป็นมื้อกลางวันแทน จากนั้นให้กินอาหารอีก 2 มื้อ รวมทั้งขนมหวานระหว่างมื้อเหมือนเดิม พบว่า การกินอาหารเช้านั้น จะทำให้ปริมาณแคลอรีที่ได้รับในแต่ละวันนั้นน้อยกว่าการงดกินอาหารเช้า ประมาณ 100 แคลอรี และยังลดปริมาณของโคเลสเตอรอล และตัวพาโคเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL-C) ที่นำโคเลสเตอรอลไปสะสมตามเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

ส่วนน้ำหนักตัวของอาสาสมัครในช่วงที่กินอาหารเช้า และงดอาหารเช้านั้นจะไม่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเนื่องมาจากงานวิจัยนี้เป็นการทดลองในระยะสั้น เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้นจึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวอย่างชัดเจน แต่จากการวัดปริมาณแคลอรีที่ได้รับในแต่ละวัน และปริมาณโคเลสเตอรอลแล้ว ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า การงดกินอาหารเช้าเป็นประจำ เป็นเวลานานนั้น น่าจะส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มจนอาจเกิดภาวะอ้วนได้ นอกจากนั้นยังอาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคเบาหวาน จากการที่ร่างกายลดการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินอีกด้วย

ทีม นักวิจัยวิเคราะห์ว่า การกินอาหารเช้า สำคัญต่อการควบคุมความรู้สึกอยากอาหาร การตอบสนองของร่างกายต่อฮอร์โมนอินซูลิน และกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยอาหารเช้านั้นจะเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายเพื่อนำไปใช้ในการทำกิจกรรม ต่างๆ ในแต่ละวัน จึงลดความรู้สึกหิวที่เป็นอาการบ่งบอกว่าพลังงานในร่างกายเริ่มลดลง และต้องการพลังงานเสริม เมื่อความหิวลดลง ก็จะทำให้กินอาหารในมื้อถัดไป หรือของหวานในปริมาณลดลง รวมทั้งอาจส่งผลให้การหลั่งฮอร์โมนอินซูลินอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ ปกติแล้วเมื่อร่างกายต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น หรือรู้สึกหิวก็จะกระตุ้นการสร้างและการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินเพิ่มขึ้น เพื่อนำน้ำตาลเข้าเซลล์ แล้วเปลี่ยนไปใช้เป็นพลังงาน ซึ่งถ้ามีปริมาณของฮอร์โมนอินซูลินมากเกิน เป็นเวลานาน อาจทำให้การตอบสนองของร่างกายต่อฮอร์โมนอินซูลินลดลง จนอาจเกิดโรคเบาหวานในที่สุด

ซึ่งทั้งปัจจัยจากน้ำหนักที่ เพิ่มขึ้น ปริมาณโคเลสเตอรอลที่มากขึ้น และโรคเบาหวานนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงเป็นไปได้ว่า การงดกินอาหารเช้าเป็นประจำจึงน่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วย

เห็น เช่นนี้แล้ว หลายคนที่ไม่นิยมกินอาหารเช้า ด้วยเหตุผลไม่มีเวลา หรือต้องการลดน้ำหนัก น่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมหันมากินอาหารเช้ากันดีกว่า เพราะอาจจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่ช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และห่างไกลจากโรคร้ายได้

DASH Diet : อาหารต้านความดันโลหิตสูง

คุณทราบ หรือไม่ว่าค่าความดันโลหิตของคุณเท่าไร? ความดันโลหิตมักสูงขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว เพราะจะไม่มีอาการใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าความดันโลหิตสูง จนกระทั่งมันสูงมากแล้ว

เรื่อง: กฤษฎี โพธิทัต

ถ้าไม่มีการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดความเสียหายกับอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ สมอง และไต บางครั้งสัญญาณเตือนของความดันโลหิตสูงอาจเป็นสโตรคหรือหัวใจวายเลยก็ได้

ดังนี้ทุกคนจึงไม่ควรละเลยเรื่องความดันโลหิตสูง โชคดีที่ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ป้องกันได้


ความดันโลหิตสูง คือค่าแรงดันเลือดที่ทำกับผนังหลอดเลือดที่สูงกว่าปกติ แรงดันเลือดที่สูงนี้ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น นานๆ เข้าผนังหลอดเลือดเสื่อมลง ถ้าผนังหลอดเลือดที่เสื่อมนี้เกิดขึ้นที่สมองจะทำให้เกิดสโตรคได้ ความดันโลหิตสูงไม่เหมือนกับความเครียด ความเครียดอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราว แต่สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจริงนั้น ขณะอยู่ในภาวะผ่อนคลายก็ยังมีความดันสูงอยู่

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง ได้แก่ ผู้ที่

  • มีประวัติครอบครัวเป็นความดันโลหิตสูง
  • มีน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะผู้ที่อ้วนลงพุง หรือมีไขมันสะสมบริเวณเอว และช่วงกลางของลำตัวเยอะ
  • มีอายุมากกว่า 45 ปี สำหรับผู้ชายและผู้หญิงมีความเมสี่ยงเพิ่มขึ้น 10 ปี หลังจากผู้ชาย
  • ไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างเดียวคงจะไม่ช่วยให้ความดันโลหิตลดลงแต่การออกกำลังกายมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก และคลายเครียด
  • มีความไวต่อโซเดียมหรือเกลือ การรับประทานอาหารรสเค็มจัดมีส่วนทำให้ความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น
  • มีความเครียดสูง
  • สูบบุหรี่
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก
  • เป็นเบาหวาน และควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี

ค่า ปกติของความดันโลหิต คือ 120/80 ทุกคนควรวัดความดันอย่างน้อย 2 ปี ครั้งหนึ่ง ถ้าใครมีค่าความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ หรือระหว่าง 180-139 / 85-87 ควรได้รับการตรวจบ่อยกว่านั้น และถ้าใครมีความดันโลหิตสูงกว่าหรือเท่ากับ 140/90 อย่างสม่ำเสมอ ควรได้รับการรักษารวมทั้งเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ด้วย

เมื่อพูด ถึงความดันโลหิตสูง ทุกคนอาจทราบดีว่าต้องลดอาหารเค็ม ในคนปกติไตจะทำหน้าที่ขับโซเดียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเกลือออกจากร่างกาย เมื่อไตทำงานได้ไม่เต็มที่หรือในภาวะไตวาย จะทำ ให้โซเดียมถูกสะสมและทำให้เกิดการบวมน้ำ คนส่วนมากสามารถกินอาหารเค็มได้โดยไม่มีผลเสียอะไร แต่สำหรับคนบางกลุ่มที่มีภาวะไวต่อโซเดียม จำเป็นต้องลดอาหารเค็มเพื่อควบคุมความดันโลหิต

นอกจากโซเดียม แล้วมีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผู้ที่ขาดสารอาหารบางชนิดโดยเฉพาะ โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม มีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูง ดังนี้การรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารเหล่านี้อย่างเพียงพอ มีส่วนช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงได้

ผู้เชี่ยวชาญแนะ นำการรับประทานแบบ DASH DIET ซึ่งย่อมาจาก Dietary Approaches to Stop Hypertension โดยเน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ ที่ให้โพแทสเซียม นม และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ ที่ให้แคลเซียม ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง ที่ให้ไฟเบอร์และแมกนีเซียม จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ให้เกิน 1 ครั้ง สำหรับผู้หญิง 2 ครั้ง สำหรับผู้ชาย และจำกัดโซเดียมไม่ให้เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเท่ากับ น้ำปลา 7 ช้อนชา หรือเกลือ 1.8 ช้อนชาต่อวัน

มี อาหารหลายชนิดที่มีโซเดียมสูง โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปต่างๆ อาหารกระป๋อง อาหารตามฟาดฟู้ดส์ อาหารหมักดอง ซอส ซีอิ้ว ต่างๆ กะปิ ปลาร้า เต้าเจี้ยว อาหารรมควัน ผงชูรส ควรจำกัดอาหารประเภทนี้ให้มากที่สุด

สำหรับ ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสเค็ม อาจรับอาหารที่รสชาติจืดลงไม่ได้ ควรใช้วิธีค่อยๆ ลด จะทำให้ชินกับรสชาติที่เค็มน้อยลงได้ และทดแทนรสเค็มด้วยรสอื่นๆ เช่น เปรี้ยว เผ็ด หวาน หรือใช้สมุนไพรปรุงรสมากขึ้น ควรชิมอาหารก่อนปรุง เลี่ยงการวางเครื่องปรุงที่โต๊ะอาหาร เลือกรับประทานอาหารสดให้มากที่สุด รับประทานผัก ผลไม้ ที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น บร็อคโคลี่ แครอท มะเขือเทศ มันฝรั่ง มันเทศ เห็ด แคนตาลูป แตงโม เมลอนเขียว กล้วย ลูกพรุน ส้ม อย่างละเล็กน้อยทุกมื้อ

เมื่อต้องออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน บ่อยๆ ทำให้เลี่ยงโซเดียมได้ยาก ถ้าเป็นร้านอาหารตามสั่ง ควรบอกพ่อครัว แม่ครัวว่าไม่ให้ใส่ผงชูรส (มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ) และไม่ให้เค็มมาก

การ ลดอาหารเค็มไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเลิกเพลิดเพลินกับการรับประทานอาหารโดย สิ้นเชิง ทุกอย่างมีความพอดี ถ้าคุณอยากอาหารเค็มๆ คุณควรรับประทานอาหารอื่นๆ ที่มีโซเดียมต่ำควบคู่กันไปด้วย เพื่อความสมดุล นอกจากนี้ควรหาวิธีคลายเครียด ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน เลี่ยงบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง


เติมพลังรัก...ด้วยสมุนไพร

ปฏิบัติ การรัก เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของคนเรา หลายคนพยายามเพิ่มพูนสมรรถภาพทางเพศ การเติมพลังรักด้วยอาหารและสมุนไพรดูจะปลอดภัยที่สุด

ปฏิบัติ การรัก เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญในชีวิตของคนเรา เหมือนกับทุกๆ สิ่งที่ต้องมีพัฒนาการเพื่อให้สิทธิภาพดีขึ้น หลายคนจึงพยายามเพิ่มพูนสมรรถภาพทางเพศโดยเฉพาะการเติมพลังรักด้วยอาหารและ สมุนไพรเพราะดูจะปลอดภัยที่สุด

อวัยวะสืบพันธุ์จะทำ หน้าที่ได้ดีมีประสิทธิภาพเพียงไรย่อมขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกายเป็น หลัก ระบบไหลเวียนของเลือดคล่องตัว มีความสมดุลของสารอาหารในร่างกายอย่างผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพของอวัยวะสืบพันธุ์ลดลงด้วย หรือบางคนที่รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานในการ เผาไหม้สูงตามไปด้วย ตับต้องทำงานหนัก ประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดจึงลดลง เป็นต้น

ส่วน เรื่องของสมุนไพรกับสมรรถภาพทางเพศเป็นของคู่กันในสังคมไทย แต่ข้อเสียของยาพื้นบ้านหรือสมุนไพรไทยคือยังไม่มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใน ผลต่อร่างกายในระยะยาวที่ชัดเจนมารองรับ ดังนั้นถ้าคิดจะลองใช้สมุนไพรก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัยไว้ด้วย โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์หรือผู้ที่ต้องให้นมลูก กลุ่มนี้ห้ามลองเด็ดขาด แม้ว่าสมุนไพรจะได้มาจากธรรมชาติแต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าจะไม่เป็น พิษหรือไม่มีอาการข้างเคียง แต่ตอนนี้มาดูกันก่อนว่ามีสมุนไพรตัวไหนที่น่าสนใจบ้าง


โสม(Ginseng)
โสมของท้องถิ่นเอเซีย หรือที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Panax ginseng นั้น เป็นที่กล่าวขานว่ามีสรรพคุณทางเพศมานานกว่า 5,000 ปี หมอจีนใช้รักษาสารพัดโรค มีรายงานว่าโสมสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ ช่วยให้ร่างกายรบกับความเครียดและชะลอความชราได้ ยังสามารถเพิ่มสมรรถนะของร่างกาย และความทนทานทางเพศได้ด้วย

โสม มีฤทธิ์กระตุ้นอ่อนๆ ซึ่งเชื่อกันว่าการที่โสมสามารถเพิ่มพลังทางเพศได้เกิดจากการไปกระตุ้นให้ ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนเพศ หรือฮอร์โมนกลุ่มที่เสริมการทำงานของร่างกายเพราะองค์ประกอบบางส่วนของโสมมี โครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศชาย ไฟโตรแอนโดรเจน โสมสามารถเพิ่มการสร้างเชื้ออสุจิ และช่วยให้อสุจิขยันเคลื่อนไหวขึ้นบำรุงระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ให้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณเจ้าน้องชายให้แข็งขันขึ้นด้วย

ทาง องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริการะบุว่าโสมนั้นปลอดภัย ถ้าบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม แต่ก็พบว่ามีอาการข้างเคียงด้วยเหมือนกัน เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น และความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ถ้ากินมากเกินไปก็อาจทำให้กระสับกระส่ายนอนไม่หลับได้ และที่ต้องระวังคือให้หยุดกินทันทีที่มีอาการท้องเสีย นอนไม่หลับ คลื่นไส้ และอาเจียน

ห้ามกินโสมพร้อมกับยาอื่นที่มีฤทธิ์กระตุ้น และห้ามกินโสมพร้อมกับแอสไพรินหรือยาที่มีฤทธ์ต้านการแข็งตัวของเลือด และอย่ากินโสมในช่วงสองสัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพราะอาจมีปัญหาเรื่องการแข็งตัวของเลือด อย่ากินโสม ถ้าหากคุณป่วยเป็นโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือดหรือโรคเรื้อรังของระบบทาง เดินอาหาร และสำคัญที่สุดคือ ก่อนกินโสม คุณควรปรึกษาหมอของคุณก่อนเสมอ

แปะก้วย(Gingko biloba)
เป็น สมุนไพรเก่าแก่ที่มีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำ และที่ใช้ในเชิงสมุนไพรก็จะเป็นส่วนของใบ โดยมักจะอยู่ในรูปสารสกัดจากใบแปะก้วย ไม่เหมาะที่จะใช้ชงเป็นชาเพราะมีสารบางอย่างที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ใบแปะก้วยช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ขยายหลอดเลือดแดง เลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้นจึงอาจช่วยลดอาการหลงลืมในผู้ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซ เมอร์ ดังนั้นจึงอาจช่วยผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้องชายไม่สู้ที่มีสาเหตุจากความผิด ปกติของระบบหลอดเลือดได้เช่นกัน

ใบแปะก้วยไม่มีพิษในระยะยาว และมีอาการข้างเคียงน้อยมาก ถ้ามีก็อาจเป็นเพียงปวดหรือเวียนศีรษะ หรืออาการปั่นป่วนในท้อง ข้อห้ามคือไม่ให้กินร่วมกับแอสไพรินและยาห้ามการแข็งตัวของเลือด เพราะจะมีปัญหาเรื่องเลือดออกได้ และอย่ากินในช่วงสองสัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพราะอาจมีปัญหาเรื่องเลือดหยุดยาก

มะเขือแจ้เครือ (Polygala Crotalariodes Ham.)
เป็น สมุนไพรไทยเรา ที่ใช้ส่วนรากมาทำเป็นยา จะมีรสออกขมๆ เฝื่อนๆ อมเปรี้ยวเล็กน้อย ว่ากันว่าสามารถเพิ่มความกำหนัดแก้อาการกามตายด้านได้ เป็นสมุนไพรที่ใช้ร่วมกับสมุนไพรอีกหลายตัวในสูตรยาแก้อาการเสื่อมทางเพศของ ชาวเหนือ

โด่ไม่รู้ล้ม (Elephantopus Scaber Linn.)
เป็น สมุนไพรไทยที่มีชื่อน่าสนใจที่สุด ชื่อเรียกจะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น หญ้าไก่นกคุ้ม หญ้าสามสิบสองหาบ หนาดผา หญ้าปราบ ด้านสรรพคุณนั้น ทางแพทย์แผนไทยระบุว่าใช้แก้ปัสสาวะพิการและบำรุงความกำหนัดได้ ส่วนที่ใช้ คือทั้งต้น โดยที่มีรสชาติกร่อยออกไปทางขื่นๆ

ม้ากระทืบโรง (Ficus Fovealata Wall.)
มี ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า เดื่อเครือ ม้าทะลายโรง ม้าคอกแตก มันฤาษี กาโร มีสรรพคุณบำรุงความกำหนัดและยังช่วยบำรุงโลหิต แก้ปวดเมื่อย แก้ประดงเลือดได้ด้วย วิธีใช้นั้นให้เอาเถานำมาดองสุรา หรือนำไปต้มแล้วเอามาดื่มก็ได้
นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่นำ มารวมกันเป็นตำรับยาโบราณเพื่อช่วยเพิ่มพลังทางเพศ ส่วนใหญ่จะนำมาดองกับสุราเป็นยาดองเหล้า ถ้าดื่มแต่น้อยจะรู้สึกเลือดลมเดินดี กระชุ่มกระชวยแน่นอน เพราะดีกรีของแอลกอฮอล์นั่นเอง ส่วนตัวยาสมุนไพรจะมีผลแค่ไหน อันนี้ไม่มีใครรับรอง

ไฉนจึงไร้ความกระชุ่มกระชวย (Sex downers)

  • จิตใจ

    มีความกังวล ความเครียด เป็นเหตุที่พบมากที่สุด
  • โรคต่างๆ

    เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคของไขสันหลังก็ทำให้เจ้าน้องชายไร้เรี่ยวแรง
  • แอลกอฮอล์

    เมื่อดื่มช่วงแรกจะออกฤทธิ์กดการทำงานของสมอง ทำให้คุณไม่ค่อยเขินอาย และกล้าทำอะไรๆ มากกว่าปกติ แต่พอดื่มต่อไปการกดสมองจะมากขึ้น จนทำให้มีปัญหาของประสิทธิภาพตามมาได้
  • สูบบุหรี่

    จะทำให้มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะเพศน้อยลง ในผู้ชายจะทำให้เจ้าน้องชายแรงดีเพียงวูบแรก จากนั้นก็จะระทวยไร้กระบวนท่าอย่างรวดเร็ว ส่วนในผู้หญิงนั้นบุหรี่จะไปทำให้การหลั่งสารหล่อลื่นภายในช่องคลอดลดน้อยลง เนื่องจากมีเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นน้อยลง
  • ยาบางชนิด

    จะลด ความต้องการทางเพศลง เช่น ยาลดอาการซึมเศร้าบางชนิด ยาแก้แพ้ประเภท anti histamines ที่ทำให้รู้สึกง่วงซึมจะลดสมรรถนะทางเพศลงด้วย


ดัง นั้นการรักษาสุขภาพดี การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ทำใจให้สงบเบิกบาน ออกกำลังกาน และงดสิ่งต่างๆ ที่เป็นเหตุให้สมรรถภาพถดถอยดังกล่าว ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติภาระกิจกับคู่รักของคุณเป็นไปด้วยดี แต่สนใจจะใช้สมุนไพรเพื่อช่วยเสริมพลังรักก็อย่าลืมว่าก่อนจะใช้สมุนไพร ปรึกษาหมอของคุณก่อนซักนิดก็ดีนะครับ เพราะขึ้นชื่อว่ามีฤทธิ์ทางยานั้นต้องระวังทุกชนิดค่ะ

ทำไมถึงต้องกินแคลเซียมเพื่อป้องกันกระดูกพรุน

กระดูกของคนเราประกอบด้วยแคลเซียมเป็นสารประกอบที่สำคัญ ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง คนที่กระดูกบางหรือพรุนมีโอกาสจะหักและแตกเปราะง่าย
กระดูกของคนเราประกอบด้วยแคลเซียมเป็นสารประกอบที่สำคัญ ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง คนที่กระดูกบางหรือพรุนมีโอกาสที่กระดูกจะหักและแตกเปราะง่าย แต่หากกระดูกยิ่งหนาหรือมีแคลเซียมสะสมไว้เยอะก็จะมีโอกาสที่กระดูกจะพรุน ได้น้อยลง ดังนั้นการได้รับแคลเซียมที่เพียงพอในแต่ละวันจึงช่วยเสริมสร้างกระดูกของ คุณให้แข็งแรงยิ่งขึ้น แต่การรักษากระดูกให้แข็งแรงนั้น การกินแคลเซียมอย่างเดียวคงยังไม่เพียงพอ ต้องประกอบกับวิตามินดี และฟอสฟอรัส ที่ช่วยรักษาและช่วยลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกของร่างกายเราที่มากับโรค กระดูกพรุนได้ ปกติแล้วเราจำเป็นต้องได้รับวิตามินดี เพื่อให้แคลเซียมจากอาหารสามารถถูกดูดซึมนำไปใช้ในร่างกายได้เต็ม ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในผู้ใหญ่จำเป็นต้องได้รับวิตามินดีประมาณ 400 IU ต่อวัน หากคุณอายุ 60 ปีขึ้นไปแล้วคุณจำเป็นต้องได้รับวิตามินดีปริมาณมากขึ้นถึง 800 IU ต่อวัน

ซึ่ง มาจากวิธีง่ายๆ เพียงแค่เดินออกไปรับแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้าหรือเย็น ประมาณสัก 10-15 นาทีต่อวันก็เพียงพอ หรือเลือกกินอาหารที่มีทั้งแคลเซียม และวิตามินดี อย่างเช่น ไข่แดง ตับ ปลาทะเล หรือผลิตภัณฑ์นมที่เพิ่มวิตามินดีก็จะช่วยได้ หากคุณไม่มีโอกาสกินอาหารเหล่านี้ หรือไม่มีเวลาไปรับแสงแดดเอาเสียเลย ก็คงต้องหาวิตามินดีชนิดที่เป็นอาหารเสริม กินร่วมกับแคลเซียม ก็คงจะช่วยให้กระดูกของคุณแข็งแรงมากขึ้นค่ะ

คุณค่าจากโยเกิร์ต

โยเกิร์ต จะว่าไปก็คือน้ำนมหมักเราดีๆ นี่เอง ที่ขายกันในท้องตลาดปัจจบันได้ผ่านกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากลซึ่งเน้นความสะอาดมาแล้ว


คุณอาจรู้จักและเคยกินโยเกิร์ต แต่หลายคนคงยังไม่ทราบว่าโยเกิร์ตนั้นเป็นอาหารประจำชาติของชาวตะวันออกกลาง มานับพันๆ ปีตั้งแต่ก่อนคริสตกาลแล้ว โดยเฉพาะแถวๆ ตุรกี อาร์เมเนีย อิหร่าน ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังยุโรปตะวันออกและยุโรปกลางเมื่อมีการทำสงครามขยาย อาณาจักรในเวลาต่อมา จากนั้นทั่วโลกก็รู้จักอาหารนมชนิดนี้

โยเกิร์ต จะ ว่าไปก็คือน้ำนมหมักเราดีๆ นี่เอง ที่ขายกันในท้องตลาดปัจจบันได้ผ่านกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากลซึ่งเน้นความ สะอาดมาแล้ว วิธีการทำโยเกิร์ตนั้นก็ทำโดยการนำน้ำนมดิบไปผ่านกระบวนการโฮโมจีไนเซชั่น ทำให้ไขมันรวมตัวกับน้ำนมได้ดี แล้วจึงนำไปผ่านการฆ่าเชื้อโรคแบบพาสเจอไรส์ จากนั้นจึงค่อยเติมจุลินทรีย์ลงไป เพื่อให้น้ำตาลแลกโตสในนมเปลี่ยนเป็นกรดแลคติก ทำให้นมมีลักษณะข้นเป็นลิ่มคล้ายคัสตาดหรือเต้าฮวย และมีรสเปรี้ยว จุลินทรีย์ที่นิยมใช้ในการทำนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ ชนิดที่มีประโยชน์ 2 ชนิดคือ แลคโตบาซิลัส บูลการิคัส (Lactobacillus delbrueckii subsp. bulgaricus) และสเตร็ปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส (Streptococcus salivarius subsp. thermophilus) หลังจากใส่เชื้อแล้วก็หมักน้ำนมไว้ในถังประมาณ 24 ชั่วโมง จึงค่อยนำมาบรรจุใส่ถ้วยเป็นโยเกิร์ตเปล่า หรือนำไปผสมกับแยมผลไม้ต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยน่ากิน

ว่าแต่ทำไมเราถึงต้องกินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยวกันด้วยล่ะ ก็เพราะมันมีประโยชน์น่ะซีครับ ตามปกติในลำไส้ใหญ่ของเราจะมีจุลินทรีย์ที่เรียกว่า putrefactive ซึ่งจะทำให้เกิดการสลายตัวของโปรตีน ก่อให้เกิดแก๊ส ทำให้ลำไส้ใหญ่ทำงานผิดปกติ เมื่อกินโยเกิร์ตที่มีสภาพเป็นกรดจะไปทำให้ลำไส้เรามีสภาวะไม่เหมาะต่อการ เจริญเติบโตของจุลินทรีย์เหล่านั้น ผลก็คือลำไส้เราก็จะกลับมาทำงานเป็นปกติดังเดิม ในบางคนที่มีปัญหากับการดื่มนมสด ทำให้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย เนื่องจากขาดเอนไซม์แลกเตสที่จะช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม เมื่อหันมากินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยวก็จะเลี่ยงจากอาการที่ว่านั้นได้ และยังได้สารอาหารต่างๆ จากนมครบถ้วนเหมือนเดิมด้วย ยิ่งคุณเลือกกินโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยวที่มีปริมาณนมสดมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้คุณค่าทางโภชนาการมากขึ้นครับ

นอกจากนี้ยังเคยมีการ ศึกษาพบว่าโยเกิร์ตมีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สูงขึ้น บางคนนำโยเกิร์ตเปล่ามาพอกหน้า นานประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ทำสัปดาห์ละครั้ง เชื่อว่าโปรตีนและวิตามินในน้ำนมจะช่วยทำให้ผิวหน้าขาวเนียนนุ่มชุ่มชื้น ขึ้น เรื่องนี้หลายคนยืนยันว่าลองมาแล้วกับตัว ซึ่งจะได้ผลดีอย่างไรคงต้องลองดูกันนะคะ

บำรุงเลือดลม ช่วยย่อยอาหาร

เมนูสุขภาพวันนี้ ยกให้ แครอท แอปเปิลเขียว และขิง เป็นพระเอก

เมนูสุขภาพวันนี้ กินดี ยกให้ แครอท แอปเปิลเขียว และขิง เป็นพระเอก เพราะงานนี้เจ้าส่วนผสมทั้งสามจะรวมตัวกันสกัดออกมาเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อระบบเลือดลมและการย่อยอาหาร

เริ่ม กันที่ แครอท ผัก สีเหลืองส้มเป็นแหล่งใหญ่ของเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ดีต่อผิวพรรณ สายตา ปอดและม้าม รวมทั้งมีสรรพคุณในการทำความสะอาดตับจากน้ำดีและสารพิษที่สะสมตัวจนกลายเป็น ของเหลวเหนียว ซึ่งเป็นผลมาจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมี นอกจากนี้ แครอท ยังอุดมไปด้วยเกลือแร่ซัลเฟอร์และคลอรีน ที่จำเป็นต่อการทำความสะอาดเนื้อเยื่อและยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษอีกด้วย

แอปเปิล เต็มเปี่ยมไปด้วยโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี 1 บี2 และบี 6 ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยลดความตึงเครียด ช่วยล้างสารพิษที่สะสมอยู่ในตับและไต มีกรดมาลิก กรดแทนนิก และเส้นใยเพ็กติน ช่วยทำความสะอาดลำไส้เล็ก และชะล้างกระเพาะอาหาร

ปิด ท้ายกันที่ส่วนผสมสุดท้าย ขิง สาร อาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย อาทิ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม และวิตามินเอ สารเหล่านี้มีฤทธิ์อุ่น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความเย็น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหารและทำให้ร่างกายอบอุ่น

ส่วนผสมเมนูสุขภาพ

แครอท 1 ถ้วย
แอปเปิลเขียว 2 ถ้วย
ขิง 1 แง่งเล็ก
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

วิธีทำ

นำ ส่วนผสมทั้งหมดมาทำความสะอาดให้เรียบร้อย ใช้แปรงขัดแง่งขิงให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้ง ทุบพอแตก นำแครอทมาขูดเป็นเส้นเล็ก ๆ และแอปเปิลเขียวหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งป่น

ขอให้อร่อยกับเมนูสุขภาพค่ะ
Google